ยินดีต้อนรับสู่ปี 2026 ยุคที่เทคโนโลยีความบันเทิงในบ้านก้าวกระโดดไปอีกขั้น! ปีนี้เราได้เห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อชิปประมวลผล AI Processor กลายเป็นหัวใจหลักที่ช่วยเสกภาพธรรมดาให้คมชัดระดับ 4K ได้เนียนตากว่าเดิม หรือเทคโนโลยีหน้าจอระดับท็อปอย่าง Mini-LED ที่ราคาเริ่มจับต้องได้ง่ายขึ้น จนถึงมาตรฐานจอภาพสำหรับเกมเมอร์ที่ขยับจาก 120Hz ไปสู่ 144Hz กันเป็นเรื่องปกติ ทำให้การดูหนังและเล่นเกมที่บ้านสมจริงยิ่งกว่าที่เคย
แต่ยิ่งเทคโนโลยีล้ำหน้า การเลือกซื้อก็ยิ่งสร้างความปวดหัวให้กับผู้บริโภค ทั้งศัพท์เทคนิคใหม่ๆ ที่โผล่มาไม่หยุดหย่อน จะเลือก Mini-LED หรือ OLED ดี? พอร์ต HDMI 2.1 จำเป็นแค่ไหน? หรือคำว่า VRR กับ ALLM มันสำคัญกับชีวิตเราจริงหรือเปล่า? การตัดสินใจพลาดเพียงนิดเดียว อาจทำให้คุณได้ Smart TV 4K ที่ระบบหน่วง ภาพไม่สู้แสง หรือสเปกไม่รองรับเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ของคุณ
ไม่ต้องกังวลครับ เพราะบทความนี้ Priceded ได้ทำการบ้านมาให้คุณแล้ว! เราได้คัดสรรและเจาะลึก 10 ทีวี 55 นิ้ว รุ่นไหนดี ปี 2026 โดยคัดมาเฉพาะรุ่นที่ “สอบผ่าน” ทั้งเรื่องคุณภาพภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าคุณจะเป็นสายดูหนังเน้นภาพสวย สายเกมมิ่งที่ต้องการความลื่นไหล หรือมองหา ทีวีรุ่นใหม่ล่าสุด ในงบประหยัด เรามีคำตอบพร้อมตารางเปรียบเทียบให้คุณตัดสินใจได้ทันทีครับ!
Checklist ก่อนเลือกซื้อ ทีวี 55 นิ้ว ในปี 2026 ให้ไม่ตกรุ่น
การซื้อทีวีในปี 2026 ไม่ได้แข่งกันแค่ความละเอียด 4K อีกต่อไป เพราะนั่นคือมาตรฐานพื้นฐานไปแล้ว แต่การแข่งขันที่แท้จริงอยู่ที่ “คุณภาพของเม็ดพิกเซล” และ “ความฉลาดของชิป” หากคุณไม่อยากซื้อมาแล้วรู้สึกว่า “รู้งี้เอารุ่นนั้นดีกว่า” นี่คือ 4 ปัจจัยสำคัญที่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนจ่ายเงินครับ
1. เทคโนโลยีหน้าจอ (Panel Technology): เลือกให้เหมาะกับห้องและการใช้งาน
ในปี 2026 เส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีเริ่มชัดเจนขึ้น โดยหลักๆ จะมีผู้เล่นสำคัญอยู่ 3 กลุ่ม:
- OLED & QD-OLED (The King of Contrast): ยังคงเป็นที่หนึ่งเรื่อง “ความดำสนิท” เพราะเม็ดพิกเซลเปล่งแสงได้เอง เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบดูหนังในห้องมืดหรือห้องนอน สีสันจะอิ่มลึกและมิติภาพดีที่สุด แต่ในปีนี้รุ่นใหม่ๆ ได้แก้จุดอ่อนเรื่องความสว่าง (Brightness) ให้สู้แสงไฟนีออนได้ดีขึ้นมากแล้ว
- Mini-LED (The Brightness Beast): มาแรงที่สุดในปีนี้ เป็นการอัปเกรดจาก LED เดิมโดยใช้หลอดไฟขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ทำให้คุมโซนแสง (Local Dimming) ได้ละเอียดเกือบเทียบเท่า OLED แต่ได้เปรียบเรื่อง “ความสว่างที่สูงกว่ามาก” เหมาะกับห้องนั่งเล่นที่มีแสงส่อง หรือบ้านกระจกที่คุมแสงไม่ได้
- QLED / LED (Budget Friendly): เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นความคุ้มค่า ให้สีสันสดใสกว่าจอทั่วไป แต่เรื่องความดำและคอนทราสต์อาจยังเป็นรองสองตัวบน หากงบจำกัดแนะนำให้หารุ่นที่เป็น Full Array LED จะช่วยเรื่องมิติภาพได้ดีครับ
2. ชิปประมวลผล (AI Processor): สมองของทีวีสำคัญกว่าที่คุณคิด
หลายคนมองข้ามจุดนี้ แต่ในปี 2026 นี่คือตัวตัดสินว่าภาพจะสวยหรือไม่ เพราะ Content ที่เราดูไม่ได้เป็น 4K เสมอไป (เช่น ดู YouTube เก่าๆ, ข่าวฟรีทีวี หรือซีรีส์สตรีมมิ่งบางเรื่อง)
- AI Upscaling คือพระเอก: ทีวีรุ่นใหม่ต้องมี AI ที่ฉลาดพอจะวิเคราะห์และเติมรายละเอียดให้ภาพความละเอียดต่ำ (HD/Full HD) แสดงผลบนจอ 4K ได้อย่างคมชัด เนียนตา ลด Noise และไม่แตกเบลอ หากชิปประมวลผลไม่ดี ต่อให้จอเป็นตัวท็อป ภาพที่ได้ก็จะดูแบนและหยาบครับ
3. ฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ (Gaming Features): เตรียมพร้อมสำหรับ PS5 Pro และ PC
หากคุณมีแผนจะต่อเครื่องเกมคอนโซลยุคใหม่ หรือต่อคอมพิวเตอร์เล่นเกม สเปกหน้าจอต้องถึงตามนี้เท่านั้น:
- HDMI 2.1: ต้องมีอย่างน้อย 2 ช่อง เพื่อรองรับการส่งข้อมูลภาพขนาดใหญ่
- Refresh Rate 120Hz – 144Hz: ปี 2026 มาตรฐานขยับไปที่ 144Hz ในรุ่นกลาง-บน เพื่อความลื่นไหลระดับ Pro-Gaming
- VRR (Variable Refresh Rate): สำคัญมาก ช่วยป้องกันภาพฉีกขาด (Screen Tearing) เวลาเฟรมเรตแกว่ง
- ALLM (Auto Low Latency Mode): ทีวีต้องเข้าโหมดเกมอัตโนมัติเมื่อเปิดเครื่อง เพื่อลดความหน่วง (Input Lag) ให้ต่ำที่สุด
4. ระบบปฏิบัติการ (Smart OS): ความลื่นไหลและ Ecosystem
- Google TV: ครองใจมหาชน แอปพลิเคชันเยอะที่สุด (Disney+, Netflix, HBO, เกมต่างๆ) ระบบค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยแม่นยำ และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฮม Google Home ได้ดี
- WebOS (LG): โดดเด่นที่ Magic Remote (รีโมทที่ใช้เหมือนเมาส์ชี้) ใช้งานง่ายที่สุด อินเทอร์เฟซไม่รกตา ปี 2026 ปรับปรุงให้ไวขึ้นมาก
- Tizen OS (Samsung): เน้นการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Samsung (SmartThings) และมีฟีเจอร์ Cloud Gaming ในตัว (เล่นเกม Xbox ได้โดยไม่ต้องมีเครื่อง)
เปิดลิสต์ 10 ทีวี 55 นิ้ว รุ่นไหนดี ปี 2026
1. Samsung NeoQLED รุ่น QN70F
Samsung QN70F ถือเป็นหนึ่งใน ทีวี 4K ที่น่าจับตามองที่สุดของปี 2026 ในกลุ่ม “Value Premium” หรือรุ่นระดับบนที่ราคาเริ่มเข้าถึงง่ายขึ้น การก้าวกระโดดจาก QLED ธรรมดามาเป็น Neo QLED ในรุ่นนี้ สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยี Quantum Matrix Technology (Mini-LED) ที่ควบคุมเม็ดไฟขนาดจิ๋วได้แม่นยำขึ้น ทำให้ปัญหาแสงรั่ว (Blooming) ที่เคยเจอในรุ่นก่อนๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ หัวใจหลักอย่างชิปประมวลผล NQ4 AI Gen2 Processor ยังทำงานร่วมกับระบบ 4K AI Upscaling ได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถยกระดับคอนเทนต์ความละเอียดต่ำให้คมชัดบนจอใหญ่ได้เนียนตา เป็นรุ่นที่ Samsung ตั้งใจออกมาเพื่อชนกับคู่แข่งในตลาด Mini-LED โดยเฉพาะ ด้วยความสว่างที่สู้แสงได้ดีเยี่ยมและสีดำที่ลึกเกือบเทียบเท่า OLED
จุดเด่นของรุ่นนี้
- เทคโนโลยี Mini-LED (Quantum Matrix): ควบคุมโซนแสงได้ละเอียดกว่า LED ทั่วไปถึง 40 เท่า ให้สีดำที่ลึกและคอนทราสต์ที่จัดจ้าน
- ชิปประมวลผล NQ4 AI Gen2: ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และปรับแต่งภาพและเสียงแบบ Real-time ให้เหมาะสมกับสภาพแสงในห้อง
- Motion Xcelerator 120Hz: รองรับ Refresh Rate สูงสุด 120Hz (และอาจดันได้ถึง 144Hz ในโหมดเกม) ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหล ไม่เบลอ
- ระบบเสียง Q-Symphony: ฟีเจอร์เด็ดที่ให้ลำโพงทีวีทำงานผสานกับ Soundbar ของ Samsung ได้พร้อมกัน สร้างเสียงโอบล้อมแบบ 3 มิติ รองรับ Dolby Atmos แบบไร้สาย
- Real Depth Enhancer: เทคโนโลยีช่วยสร้างมิติภาพ โดยการจำลองการมองเห็นของสายตามนุษย์ เน้นวัตถุหน้าชัดหลังเบลอให้สมจริง
เหมาะกับ
รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อ “Hybrid Users” ที่ต้องการทีวีเครื่องเดียวจบครบทุกฟังก์ชัน เหมาะมากสำหรับ เกมเมอร์ ที่มีเครื่องเล่น Next-Gen (PS5/Xbox) เพราะรองรับพอร์ต HDMI 2.1 ครบครันและมี Gaming Hub ในตัว สำหรับสาย สตรีมมิ่ง ที่ชอบดู Netflix หรือ Disney+ จะได้อานิสงส์จากความสว่างหน้าจอที่สูง สู้แสงไฟนีออนหรือแสงแดดในห้องนั่งเล่นได้สบายๆ โดยที่ภาพไม่ซีดจาง รวมถึงผู้ที่ใช้สมาร์ทโฮม เพราะระบบปฏิบัติการ Tizen OS เชื่อมต่อกับ SmartThings ได้ทันที
ความน่าซื้อ
หากพูดถึงคะแนนความคุ้มค่า (Value for Money) ทาง Priceded ขอยกให้ Samsung NeoQLED QN70F อยู่ที่ 9/10 คะแนน ครับ สาเหตุเพราะในเรทราคานี้ (ประมาณ 2 หมื่นต้นๆ ช่วงโปรโมชั่น) การได้สเปกจอ Mini-LED ถือว่าหาตัวจับยากมาก คู่แข่งส่วนใหญ่ในราคานี้มักจะได้แค่ Full Array LED ธรรมดา การลงทุนกับรุ่นนี้จึงเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่ตกรุ่นง่ายๆ ได้ทั้งภาพระดับท็อปและฟีเจอร์ AI ปี 2026 ครบครัน หากคุณลังเลระหว่าง QLED รุ่นท็อป กับ OLED รุ่นเริ่มต้น QN70F คือ “จุดกึ่งกลาง” ที่ให้ความสว่างและความทนทานแบบ QLED แต่ได้มิติภาพที่สวยงามขึ้นแบบก้าวกระโดดครับ
2. Xiaomi TV A Pro 55 (2025)
Xiaomi TV A Pro 55 เวอร์ชันปี 2025 กลับมาทวงบัลลังก์ “ราชาทีวีสุดคุ้ม” อีกครั้ง โดยปีนี้ Xiaomi ยังคงจุดแข็งเรื่องสเปกต่อราคาที่หาตัวจับยาก การอัปเกรดจากจอ LED ธรรมดาในรุ่น A Series เดิมมาเป็นเทคโนโลยี QLED (Quantum Dot) ในตระกูล A Pro ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีวีรุ่นนี้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในเรทราคาเดียวกันอย่างชัดเจน จอภาพสามารถแสดงขอบเขตสี (Wide Color Gamut) ได้กว้างและสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นปี 2024 เดิม ผสานกับดีไซน์แบบ Unibody Metal Frame ที่กรอบบางเฉียบ ทำให้ตัวเครื่องดูพรีเมียมเกินราคา ระบบปฏิบัติการยังคงเลือกใช้ Google TV™ ที่เสถียรและใช้งานง่ายที่สุดตัวหนึ่งในตลาด พร้อมชิปประมวลผลที่ปรับจูนมาใหม่ให้เลื่อนเมนูได้ลื่นไหล ตอบสนองไว ไม่มีอาการหน่วงให้หงุดหงิดเหมือนทีวีราคาประหยัดรุ่นเก่าๆ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- หน้าจอ 4K QLED: ใช้เทคโนโลยี Quantum Dot ช่วยให้สีสันสดใส มีชีวิตชีวา และแสดงเฉดสีได้แม่นยำกว่าทีวี LED ทั่วไปในงบเดียวกัน
- Google TV™ ระบบแท้: รองรับแอปพลิเคชันกว่า 10,000 แอปฯ บน Google Play ทั้ง Netflix, YouTube, Disney+ พร้อมฟีเจอร์ Chromecast Built-in ในตัว
- เทคโนโลยี MEMC: ระบบช่วยแทรกเฟรมภาพ ทำให้การดูฟุตบอลหรือฉากแพนกล้องเร็วๆ มีความลื่นไหล ลดอาการภาพเบลอหรือกระตุก (แม้จอจะเป็น 60Hz)
- ระบบเสียง Cinematic: รองรับมาตรฐาน Dolby Audio™, DTS-X และ DTS Virtual:X จำลองเสียงรอบทิศทาง สร้างมิติเสียงได้ดีโดยไม่ต้องต่อลำโพงเพิ่ม
- สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย: ใช้งานผ่าน Google Assistant บนรีโมท Bluetooth 360° ได้แม่นยำ สั่งเปิดแอปฯ หรือถามสภาพอากาศได้ทันที
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับ “Budget Streamer” หรือผู้ที่เน้นดูหนัง ฟังเพลง ดู Youtube และ Netflix เป็นหลัก แต่มีงบประมาณจำกัด เหมาะมากสำหรับวางใน คอนโด หรือ ห้องนอน ที่ต้องการทีวีดีไซน์สวย ฟังก์ชันครบจบในตัวเดียวโดยไม่ต้องซื้อกล่อง Android Box เพิ่ม นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่กำลังมองหา ทีวีเครื่องแรก ความละเอียด 4K ที่คุ้มค่าที่สุด หรือผู้สูงอายุที่ต้องการระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน (แต่สำหรับเกมเมอร์ฮาร์ดคอร์ อาจยังไม่ตอบโจทย์ที่สุดเนื่องจากจอเป็น 60Hz และไม่มีพอร์ต HDMI 2.1)
ความน่าซื้อ
ในมุมมองของ Priceded เราขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Xiaomi TV A Pro 55 (2025) ที่ 9.5/10 คะแนน ครับ ต้องยอมรับว่าในงบประมาณหนึ่งหมื่นบาทต้นๆ (หรือบางช่วงโปรฯ หลุดไปหมื่นนิดๆ) แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาทีวีสเปก QLED + Google TV จากแบรนด์อื่น การจ่ายเงินซื้อรุ่นนี้คือการการันตีว่าคุณจะได้ “ของดีเกินราคา” ทั้งคุณภาพสีสันที่ดีขึ้นและความฉลาดของระบบปฏิบัติการ หากคุณไม่ได้ซีเรียสเรื่องรีเฟรชเรท 120Hz สำหรับเล่นเกม นี่คือทีวี 55 นิ้วที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ครับ
3. Toshiba รุ่น 55E450RP
Toshiba 55E450RP คือนิยามของ “เสือซ่อนเล็บ” ในตลาดทีวีระดับเริ่มต้นถึงระดับกลางของปีนี้ แม้กระแสแบรนด์จีนจะมาแรง แต่ Toshiba ยังคงรักษาเอกลักษณ์ “Japanese Designed” ไว้อย่างเหนียวแน่น หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือชิปประมวลผลระดับตำนานอย่าง REGZA Engine ZR ที่ถูกปรับจูนมาเพื่อเน้นความสมจริงของสีสัน (Real Color) มากกว่าการเร่งสีให้สดเกินจริงแบบแบรนด์คู่แข่ง เมื่อผสานเข้ากับจอภาพ QLED (Quantum Dot 4K) ทำให้ E450RP สามารถแสดงเฉดสีได้กว้างและมีมิติที่ลึกซึ้ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ตาไวต่อเรื่องความเพี้ยนของสี นอกจากนี้ยังจัดเต็มเรื่องมาตรฐานภาพและเสียงแบบครบองค์ประชุม ทั้ง Dolby Vision และ Dolby Atmos ซึ่งหาได้ยากในทีวีเรทราคานี้ ถือเป็นรุ่นที่ทำออกมาเพื่อท้าชนกับเจ้าตลาดโดยเน้นคุณภาพของภาพเป็นจุดขายหลัก
จุดเด่นของรุ่นนี้
- REGZA Engine ZR: ชิปประมวลผลเอกสิทธิ์ที่เก่งเรื่องการจัดการ Noise และการ Upscaling ภาพให้คมชัด ดูเป็นธรรมชาติ สบายตา
- Quantum Dot Color: เทคโนโลยี QLED ช่วยบูสต์เฉดสีให้กว้างขึ้นและคงความสว่างได้ดี ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะฉากธรรมชาติ
- Full HDR Support: รองรับฟอร์แมต HDR ครบครันที่สุดในคลาส ทั้ง Dolby Vision, HDR10+ และ HLG ดูหนังจาก Netflix หรือ Disney+ ได้คุณภาพสูงสุด
- REGZA Power Audio: ระบบเสียงที่จูนมาให้มีพลังเบสที่กระชับ และเสียงพูดคมชัด รองรับการจำลองเสียง Dolby Atmos
- Game Mode: แม้จะเป็นจอ 60Hz แต่มีฟีเจอร์ VRR (Variable Refresh Rate) และ ALLM ช่วยลดความหน่วงขณะเล่นเกม ตอบสนองการกดปุ่มได้ฉับไว
- VIDAA OS: ระบบปฏิบัติการที่เน้นความ “เร็วและเบา” บูตเครื่องไว เข้าแอปฯ เร็ว อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน
เหมาะกับ
รุ่นนี้เหมาะมากสำหรับ “Movie Lovers สายประหยัด” หรือคนที่ซีเรียสเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพ ถ้าคุณชอบดู Netflix หรือไฟล์หนัง 4K ที่รองรับ Dolby Vision ทีวีรุ่นนี้จะรีดศักยภาพออกมาได้ดีที่สุดในงบประมาณเท่านี้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับ คนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก เพราะระบบ VIDAA OS ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายมาก เมนูไม่ซับซ้อน (แต่ต้องแลกมาด้วยจำนวนแอปฯ ที่น้อยกว่า Google TV) และยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ Casual Gamer ที่เล่น PS5 หรือ Xbox แบบเน้นเสพเนื้อเรื่องภาพสวย ไม่ได้เน้น Frame Rate ระดับแข่งขัน
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความน่าซื้อให้ Toshiba 55E450RP ที่ 8.8/10 คะแนน ครับ จุดตัดสินใจสำคัญคือ “รสนิยมเรื่องภาพ” หากคุณชอบภาพแนวสมจริง นุ่มนวล สไตล์ญี่ปุ่น และต้องการ Dolby Vision ในราคาหมื่นต้นๆ รุ่นนี้คือคำตอบที่ใช่ที่สุด แต่ถ้าระบบปฏิบัติการคือหัวใจสำคัญของคุณ (เช่น อยากโหลดแอปฯ เถื่อน หรือแอปฯ เฉพาะทางเยอะๆ) รุ่นนี้อาจจะเป็นรองฝั่ง Android/Google TV เล็กน้อย สรุปคือ “ภาพและเสียง” คือจุดคุ้มทุนที่สุดของรุ่นนี้ครับ
4. Samsung QLED รุ่น Q7F4
Samsung Q7F4 คือตัวแทนของทีวีซีรีส์ “QLED ยอดนิยม” ที่ได้รับการอัปเกรดมาใหม่สำหรับปี 2025 โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็น “The Stylish Performer” หรือทีวีที่เน้นดีไซน์สวยควบคู่กับประสิทธิภาพภาพที่ไว้ใจได้ รุ่นนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบ AirSlim ที่มีความบางของตัวเครื่องน่าประทับใจมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ทำให้การติดตั้งแขวนผนังดูสวยงามแนบสนิทเหมือนกรอบรูป ในด้านภาพใช้เทคโนโลยี Quantum Dot อันเป็นเอกลักษณ์ของ Samsung ที่การันตีเรื่อง 100% Color Volume ทำให้สีสันไม่ซีดจางแม้จะเร่งความสว่างสูงสุด ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่าทีวี LED ทั่วไปอย่างชัดเจน นอกจากนี้ชิปประมวลผล Quantum Processor Lite 4K เวอร์ชันใหม่ยังทำงานร่วมกับระบบ Tizen OS ได้ลื่นไหลขึ้น จัดการเรื่องการ Upscaling คอนเทนต์ Streaming ต่างๆ ให้มีความคมชัด คุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการทีวีแบรนด์เจ้าตลาดที่มีศูนย์บริการครอบคลุมและงานประกอบได้มาตรฐาน
จุดเด่นของรุ่นนี้
- 100% Color Volume with Quantum Dot: ให้ระดับสีที่เต็มอิ่มครบทุกเฉด สีดำดูดีขึ้น และสีสันสดใสสู้แสงได้ดีเยี่ยมตามมาตรฐาน QLED
- AirSlim Design: ตัวเครื่องมีความบางเฉียบ ขอบจอบางแทบไร้กรอบ (3-Bezel-less) ยกระดับความหรูหราให้ห้องนั่งเล่นทันที
- Dual LED: เทคโนโลยี Backlight ที่ใช้อุณหภูมิแสงสีเย็นและอุ่นผสมกัน เพื่อปรับคอนทราสต์และโทนสีของภาพให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ที่ดูอยู่โดยอัตโนมัติ
- Q-Symphony: ฟีเจอร์เด็ดสำหรับคนใช้ Soundbar ของ Samsung เสียงจากทีวีและลำโพงจะทำงานร่วมกัน (ไม่ออกแค่ทางใดทางหนึ่ง) สร้างเสียงโอบล้อมที่ทรงพลัง
- SolarCell Remote: รีโมทอัจฉริยะที่ไม่ต้องใช้ถ่าน ชาร์จพลังงานได้จากแสงไฟในห้องหรือสัญญาณ Wi-Fi ช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์
- SmartThings Hub Built-in: เป็นศูนย์กลางควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมในบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อ Hub แยก พร้อมโหมด AI Energy Saving ช่วยประหยัดไฟ
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือเนื้อคู่ของ “Modern Home Decorator” หรือคนที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าพอๆ กับฟังก์ชัน หากคุณกำลังแต่งคอนโดหรือห้องนั่งเล่นสไตล์มินิมอล ความบางของ Q7F4 จะตอบโจทย์มาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับ Samsung Fan ที่ใช้สมาร์ทโฟน Galaxy หรือหูฟัง Galaxy Buds เพราะการเชื่อมต่อ (Connectivity) ระหว่างอุปกรณ์ทำได้ง่ายเพียงแค่แตะหรือเปิดเครื่องใกล้ๆ รวมถึงคนที่มองหา ทีวีสำหรับห้องนั่งเล่นรวม ที่ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ ดูข่าว ดูละคร ดู Youtube ในสภาพแสงปกติได้อย่างไร้ที่ติ
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Samsung QLED Q7F4 ที่ 8.5/10 คะแนน ครับ แม้ในแง่สเปกดิบ (Raw Specs) อาจจะไม่ได้หวือหวาเท่าแบรนด์จีนในราคาเท่ากัน (เช่น อาจไม่ได้จอ 120Hz หรือ Mini-LED) แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ความเสถียรและดีไซน์” งานประกอบของ Samsung ในซีรีส์ QLED ถือว่าไว้ใจได้เสมอ ระบบ Tizen OS มีแอปฯ ครบและอัปเดตต่อเนื่อง ฟีเจอร์ Q-Symphony ช่วยประหยัดงบระบบเสียงไปได้เยอะเพราะเสียงดีขึ้นจริง หากคุณต้องการทีวีที่ “สวย ตั้งโชว์ได้ ภาพดีตามมาตรฐาน และใช้งานได้ยาวๆ” รุ่นนี้คือ Safe Choice ที่ไม่ทำให้ผิดหวังครับ
5. LG Smart 4K รุ่น 55UA7350PSB
LG 55UA7350PSB ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “Smart TV ที่ฉลาดและใช้งานง่ายที่สุด” ในกลุ่มทีวี 4K ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลางของปีนี้ จุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของ LG ยังคงเป็นเรื่องของ User Experience (UX) ที่ไม่มีแบรนด์ไหนเลียนแบบได้ โดยเฉพาะการมาพร้อมกับ Magic Remote อันเลื่องชื่อที่ทำงานเสมือน Air Mouse ช่วยให้การพิมพ์ค้นหาหรือคลิกเลือกคอนเทนต์ทำได้รวดเร็วเหมือนใช้คอมพิวเตอร์ ในส่วนของภาพขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล α5 AI Processor 4K Gen7 (หรือรุ่นใหม่ล่าสุดตามปีผลิต) ที่เก่งเรื่องการอัปสเกลภาพความละเอียดต่ำให้คมชัด และฟีเจอร์ AI Brightness Control ที่ช่วยปรับแสงหน้าจออัตโนมัติตามสภาพห้อง ทำให้ไม่ต้องคอยหยิบรีโมทมาปรับแสงเองบ่อยๆ ถือเป็นรุ่นที่ตอบโจทย์พื้นฐานการใช้งานในชีวิตประจำวันได้สมบูรณ์แบบที่สุดรุ่นหนึ่ง
จุดเด่นของรุ่นนี้
- Magic Remote: อาวุธลับของ LG ที่ทำให้การใช้งานทีวีง่ายขึ้นมหาศาล รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทยที่แม่นยำ และระบบ Point & Click ที่ลื่นไหล
- WebOS Re:New Program: ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่ปรับหน้าตาให้ดูสะอาดตา มีฟีเจอร์ Quick Cards จัดหมวดหมู่แอปฯ (กีฬา, เพลง, เกม) ให้เข้าถึงง่าย และการันตีการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่องถึง 5 ปี
- Filmmaker Mode™: โหมดภาพที่ปิดการปรุงแต่ง Motion Smoothing ที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เราได้รับชมภาพยนตร์ในโทนสีและอารมณ์ตามที่ผู้กำกับตั้งใจไว้จริงๆ
- AI Sound Pro: ระบบจำลองเสียงรอบทิศทาง 5.1.2 แชนแนล ช่วยให้เสียงพูดชัดเจนและเสียงเอฟเฟกต์ดูมีมิติขึ้น โดยไม่ต้องต่อลำโพงเพิ่ม
- Game Optimizer & Dashboard: เมนูลัดสำหรับเกมเมอร์ ปรับแต่งค่าภาพและเสียงสำหรับเกมได้ทันที และรองรับระบบ HGiG สำหรับการแสดงผล HDR ในเกมที่สมจริง
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือทีวีสามัญประจำบ้านที่เหมาะสำหรับ “Family Use” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะบ้านที่มี ผู้สูงอายุหรือเด็ก ใช้งานร่วมด้วย เพราะ Magic Remote ช่วยลดกำแพงการใช้งานเทคโนโลยีลงได้มาก (ไม่ต้องกดปุ่มลูกศรเลื่อนไปมาทีละขยัก) นอกจากนี้ยังเหมาะกับ สายดูบอลและดูกีฬา เพราะชิปประมวลผลของ LG จัดการเรื่อง Motion ภาพเคลื่อนไหวได้นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ และมีฟีเจอร์ Sports Alert แจ้งเตือนเมื่อทีมโปรดลงแข่ง ทำให้ไม่พลาดทุกแมตช์สำคัญ
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ LG 55UA7350PSB ที่ 8.7/10 คะแนน ครับ แม้ในแง่ของ Contrast หรือระดับความดำอาจจะไม่สู้รุ่นพี่อย่าง OLED หรือ QLED ฝั่งคู่แข่ง (เพราะเป็นจอ LED ทั่วไป) แต่สิ่งที่รุ่นนี้มอบให้คือ “ความสะดวกสบาย” ที่หาไม่ได้ในแบรนด์อื่น การลงทุนกับรุ่นนี้คือการซื้อความลื่นไหลของระบบปฏิบัติการและความง่ายในการชีวิต หากคุณเบื่อกับการพิมพ์ชื่อหนังด้วยปุ่มลูกศรที่ช้าอืดอาด LG รุ่นนี้คือทางออกที่คุ้มค่าที่สุดในราคาหมื่นกลางๆ ครับ
6. Toshiba รุ่น 55E330RP
หากโจทย์ของคุณคือ “ทีวี 4K จอใหญ่ แบรนด์ญี่ปุ่น ในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้” Toshiba 55E330RP คือคำตอบเดียวที่โดดเด่นที่สุดในตารางเปรียบเทียบปีนี้ รุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Entry-Level 4K ที่ตัดลูกเล่นหวือหวาที่ไม่จำเป็นออก แล้วโฟกัสไปที่คุณภาพพื้นฐานอย่าง “ภาพและเสียง” ให้ดีที่สุดในงบประมาณที่จำกัด ขับเคลื่อนด้วยชิป REGZA Engine High Grade ที่แม้จะไม่ใช่รุ่นท็อปสุด แต่ก็ยังสืบทอด DNA ความคมชัดและการจัดการสัญญาณรบกวน (Noise Reduction) ตามมาตรฐาน Toshiba มาได้อย่างครบถ้วน ให้ภาพที่มีความคมชัดเป็นธรรมชาติ ไม่ดูหยาบกร้านเหมือนทีวีราคาประหยัดทั่วไป ถือเป็น “รุ่นขวัญใจมหาชน” สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเปลี่ยนจากทีวีจอตู้หรือทีวี Full HD เก่าๆ มาสู่โลก 4K เป็นครั้งแรก
จุดเด่นของรุ่นนี้
- REGZA Engine High Grade: ชิปประมวลผลหัวใจหลักที่ช่วยปรับคุณภาพภาพให้คมชัด สีสันสมจริงตามธรรมชาติ (Real Color) และลด Noise จากสัญญาณภาพที่ไม่ชัด
- 4K Resolution + HDR10: รองรับความละเอียด 4K แท้ และมาตรฐาน HDR10 ช่วยให้การดูหนังหรือซีรีส์มีความสว่างและคอนทราสต์ที่ดีขึ้นในฉากมืดและสว่าง
- Color Re-master: เทคโนโลยีช่วยฟื้นฟูสีสันของภาพต้นฉบับให้กลับมาสดใสและถูกต้องแม่นยำที่สุดเท่าที่พาเนลจะทำได้
- DTS Virtual:X & Dolby Audio: ระบบเสียงที่ให้ความสำคัญกับความชัดเจนของบทสนทนา และจำลองเสียงรอบทิศทางในระดับพื้นฐานได้ดี
- Voice Control: รองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่านรีโมท (ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและ OS ในล็อตนั้นๆ) เพิ่มความสะดวกในการค้นหาคอนเทนต์
- Minimalist Design: ดีไซน์ขอบบางที่ดูทันสมัยเกินราคา ตั้งวางในห้องไหนก็ดูดีไม่ขัดตา
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือ “The Best Second TV” เหมาะที่สุดสำหรับซื้อไปติดใน ห้องนอน ห้องครัว หรือห้องรับแขกสำรอง ที่เราอาจจะไม่ได้นั่งดูแบบจับผิดภาพจริงจัง นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับ เจ้าของหอพัก/Airbnb ที่ต้องการทีวีแบรนด์ดี มีความทนทาน และราคาไม่แพงเพื่อดึงดูดลูกค้า หรือซื้อให้ ผู้สูงอายุ ดูข่าวและละครฟรีทีวี เพราะภาพคมชัด เสียงดังฟังชัด และเมนูไม่ซับซ้อนวุ่นวายจนเกินไป
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Toshiba 55E330RP ที่ 9.2/10 คะแนน ครับ (คะแนนนี้ให้จากมุมมอง “ความประหยัด”) เพราะด้วยราคาโปรโมชั่นที่กดลงไปจนเกือบเท่าทีวีแบรนด์จีนโนเนม (ประมาณหมื่นต้นๆ) แต่คุณได้งานประกอบมาตรฐาน Toshiba และศูนย์บริการที่มั่นใจได้ ถือว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ แม้สเปกจะไม่ได้จอ QLED หรือลูกเล่น Smart TV ที่แพรวพราวเท่ารุ่นพี่ E450RP แต่ถ้าคุณเน้นแค่ “ดูทีวีชัดๆ จอใหญ่ๆ ราคาถูกๆ” รุ่นนี้คือแชมป์ที่ไม่มีใครโค่นลงได้ในปี 2026 ครับ
7. Sony BRAVIA 2 รุ่น K-55S20M2
Sony BRAVIA 2 (S20M2) คือประตูบานแรกที่จะเปิดประสบการณ์เข้าสู่โลกของ Sony ในราคาที่จับต้องได้ที่สุดในปี 2026 แม้รุ่นนี้จะถูกวางตำแหน่งเป็น “Essential 4K TV” แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากทีวีระดับเริ่มต้นของแบรนด์อื่นอย่างสิ้นเชิงคือ “มันสมอง” ที่อยู่ภายใน นั่นคือชิปประมวลผล 4K HDR Processor X1™ ระดับตำนานที่ยังคงความขลังในการจัดการภาพได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถในการเกลี่ยสี (Color Gradients) และการอัปสเกลสัญญาณภาพความละเอียดต่ำให้ดูคมชัดและมีมิติสมจริงตามปรัชญาของ Sony ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ (Natural Look) ไม่ฉูดฉาดจนหลอกตา นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ความทนทาน” ด้วยมาตรฐานการผลิตและการป้องกันวงจรที่เหนือชั้น ถือเป็น Safe Zone สำหรับผู้ใช้งานที่ยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อแลกกับความสบายใจและคุณภาพที่ไว้ใจได้ในระยะยาว
จุดเด่นของรุ่นนี้
- 4K HDR Processor X1™: ชิปอัจฉริยะที่ใช้ตรรกะขั้นสูงในการวิเคราะห์วัตถุในภาพ เพื่อปรับความชัด สี และคอนทราสต์ให้สมจริงแบบ Real-time
- Triluminos Pro™: เทคโนโลยีการแสดงผลสีเอกสิทธิ์ของ Sony ที่ให้เฉดสีที่กว้างและอิ่มตัวเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะสีแดง เขียว และน้ำเงิน ที่ทีวีทั่วไปมักทำได้ไม่ดีเท่า
- Motionflow™ XR: ระบบแทรกเฟรมภาพที่ช่วยลดอาการเบลอของภาพเคลื่อนไหว ทำให้การดูฉากแอ็กชันหรือกีฬาบนจอ 60Hz ดูลื่นไหลนวลตาขึ้น
- X-Balanced Speaker™: ดีไซน์ลำโพงรูปทรงพิเศษที่ให้เสียงใสและเบสที่มีน้ำหนักโดยไม่เพิ่มความหนาของตัวเครื่อง
- Google TV™: ระบบปฏิบัติการที่รวบรวมคอนเทนต์จากทุกแอปฯ มาไว้ในที่เดียว พร้อมระบบค้นหาด้วยเสียงที่แม่นยำที่สุด
- X-Protection PRO: ฟีเจอร์ลับที่หลายคนไม่รู้ คือระบบป้องกันภัย 4 ด้าน (กันฝุ่น, กันความชื้น, กันไฟกระชาก, กันฟ้าผ่า) ช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น
เหมาะกับ
รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อ “Quality Seekers” หรือกลุ่มคนที่มองหาความสมบูรณ์แบบในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และชอบดูคอนเทนต์ที่หลากหลาย (ทั้งฟรีทีวี, YouTube และ Streaming) ซึ่งต้องการชิปประมวลผลที่ดีในการจัดการภาพเหล่านั้นให้สวยงามสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังเหมาะมากสำหรับ PlayStation 5 Casual Gamers เพราะแม้จะเป็นจอ 60Hz แต่มีฟีเจอร์พิเศษอย่าง Auto HDR Tone Mapping ที่ทำงานร่วมกับ PS5 ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่า ให้ภาพเกมที่แสงเงาสวยงามถูกต้องที่สุด
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Sony BRAVIA 2 (K-55S20M2) ที่ 8.0/10 คะแนน ครับ ต้องยอมรับตรงๆ ว่าถ้าวัดกันที่ “สเปกกระดาษ” (เช่น ความสว่างหรือ Refresh Rate) รุ่นนี้อาจดูแพงกว่าคู่แข่งในตลาด แต่สิ่งที่คุณจ่ายไปคือค่า “Image Processing” และ “Build Quality” หากคุณเป็นคนตาไว จับผิดภาพเก่ง หรือเคยใช้ Sony มาก่อนจะเข้าใจทันทีว่าภาพที่ดูสบายตาและเป็นธรรมชาตินั้นมีค่าแค่ไหน ถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหาใหญ่และอยากได้ทีวีที่ “เสถียร ทน ภาพสวยแบบผู้ดี” รุ่นนี้คือก้าวแรกที่คุ้มค่าครับ
8. Sony BRAVIA 3 รุ่น K-55S30
Sony BRAVIA 3 (S30) คือรุ่นที่ขยับเพดานความสามารถจากรุ่นน้อง (BRAVIA 2) ขึ้นมาอีกขั้น โดยวางตำแหน่งเป็น “The Everyday Premium 4K TV” หรือทีวี 4K ระดับกลางที่สมดุลที่สุดของ Sony ในปี 2026 ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นเริ่มต้นคือเรื่องของ “ความสว่างและสีสัน” ด้วยการใช้พาเนลที่เกรดสูงขึ้น ผสานกับอัลกอริทึม Triluminos Pro™ ที่ทำงานร่วมกับชิป 4K HDR Processor X1™ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถแสดงเฉดสีได้กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะสีผิวคน (Skin Tone) และสีเขียวของธรรมชาติที่ดูสมจริงจนหาตัวจับยาก นอกจากนี้ยังรองรับมาตรฐาน Dolby Vision® และ Dolby Atmos® อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้การดูคอนเทนต์ Streaming จาก Netflix หรือ Disney+ ได้อรรถรสเหมือนนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ขนาดย่อม เป็นรุ่นที่ Sony ออกแบบมาเพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องความสว่างในรุ่นเล็ก และมอบประสบการณ์ภาพที่ “อิ่ม” กว่าเดิม
จุดเด่นของรุ่นนี้
- Enhanced Triluminos Pro™: แสดงเฉดสีได้มากกว่าพันล้านสี ให้ความอิ่มตัวและความไล่ระดับสีที่นุ่มนวลกว่ารุ่น S20 อย่างเห็นได้ชัด
- Dolby Vision & Atmos: รองรับภาพและเสียงคุณภาพสูงระดับโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญที่สายดูหนัง Streaming ขาดไม่ได้
- Ambient Optimization: เซนเซอร์ตรวจจับแสงสว่างในห้อง เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ไม่แสบตาในตอนกลางคืนและไม่มืดไปในตอนกลางวัน
- Flush Surface Design: การออกแบบกรอบจอให้ดูราบเรียบไปกับหน้าจอ ลดขอบกวนสายตา ให้ความรู้สึกหรูหราพรีเมียมกว่ารุ่นเริ่มต้น
- Google TV & Eco Dashboard: ระบบสมาร์ททีวีที่ฉลาดที่สุด มาพร้อมเมนู Eco Dashboard ที่ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบและปรับตั้งค่าการประหยัดพลังงานได้ง่ายๆ ในหน้าเดียว
- Works with BRAVIA CAM: รองรับการต่อกล้องเสริม (อุปกรณ์เสริม) เพื่อใช้สั่งงานด้วยท่าทาง หรือวิดีโอคอลผ่าน Google Meet บนจอใหญ่
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือ “Sweet Spot” หรือจุดที่ลงตัวที่สุดสำหรับ “Streaming Addicts” ที่เน้นเสพคอนเทนต์คุณภาพสูงที่มีระบบ Dolby Vision เพราะทีวีจะดึงศักยภาพของหนังออกมาได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังเหมาะกับ ห้องนั่งเล่นที่มีแสงสว่างพอสมควร เพราะรุ่น S30 มีความสว่างหน้าจอ (Peak Brightness) ที่ดีกว่ารุ่นเริ่มต้น ทำให้สู้แสงสะท้อนได้ดีขึ้น และยังเหมาะกับ แฟนคลับ Sony ที่อยากได้ทีวีภาพสวย ดีไซน์หรู แต่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้จอ 120Hz หรือฟีเจอร์เกมมิ่งระดับโปร (Hardcore Gamer)
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Sony BRAVIA 3 (K-55S30) ที่ 8.2/10 คะแนน ครับ หากมองในแง่ราคา (ประมาณ 2 หมื่นต้นๆ) คู่แข่งหลายแบรนด์อาจให้สเปกจอ 120Hz มาแล้ว แต่ Sony S30 เลือกที่จะสู้ด้วย “ความถูกต้องของภาพ” (Color Accuracy) และ “การรองรับ HDR ที่สมบูรณ์กว่า” หากคุณเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของเม็ดสี” มากกว่า “ปริมาณสเปก” และต้องการทีวีที่เปิดดูหนังแล้วสวยเลยโดยไม่ต้องปรับแต่งเยอะ รุ่นนี้คือการอัปเกรดจากรุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่าและเห็นความต่างชัดเจนครับ
9. Skyworth QLED+ รุ่น 55Q60
Skyworth 55Q60 คือ “ม้ามืด” ตัวจริงของวงการทีวีปี 2026 ที่เข้ามาพังทลายกำแพงราคาระหว่างทีวีรุ่นเริ่มต้นกับทีวีรุ่นท็อป ในขณะที่แบรนด์เจ้าตลาดสงวนฟีเจอร์หน้าจอความรีเฟรชเรทสูงไว้ในรุ่นราคา 2-3 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ Skyworth กล้าที่จะใส่ 120Hz Refresh Rate มาให้ในรุ่นระดับกลางรุ่นนี้ ทำให้มันกลายเป็นทีวีที่สเปก “Overkill” หรือเกินราคาที่สุดในตลาดทันที ไม่เพียงแค่ความลื่นไหล รุ่นนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี QLED+ ซึ่งเป็นการอัปเกรดฟิล์ม Quantum Dot ให้แสดงขอบเขตสี (Color Gamut) ได้กว้างขึ้นและสู้แสงได้ดีกว่า QLED ทั่วไป พร้อมเทคโนโลยีถนอมสายตาที่เป็นจุดขายหลักของแบรนด์ ถือเป็นรุ่นที่เกิดมาเพื่อ “ฆ่า” คู่แข่งในเซกเมนต์ราคากลางๆ อย่างแท้จริง
จุดเด่นของรุ่นนี้
- 120Hz Refresh Rate: ฟีเจอร์พระเอกที่หาไม่ได้ในคู่แข่งราคานี้ รองรับการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลสูงสุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นเกมและดูหนังแอ็กชัน
- QLED+ Technology: เทคโนโลยี Quantum Dot เวอร์ชันอัปเกรด ให้สีสันบริสุทธิ์ แม่นยำ และมีความสว่างที่โดดเด่น
- Flicker-Free & Low Blue Light: เทคโนโลยีถนอมสายตาที่ช่วยลดการกะพริบของหน้าจอและลดแสงสีฟ้า ช่วยให้ดูทีวีได้นานโดยไม่ล้าสายตา (Eye Care Protection)
- Google TV: ระบบปฏิบัติการมาตรฐานสากล โหลดแอปฯ ได้เยอะ ใช้งานง่าย และรองรับการสั่งงานด้วยเสียง
- Dolby Vision & Atmos: รองรับภาพ HDR แบบไดนามิกและระบบเสียงรอบทิศทาง เพื่อประสบการณ์ความบันเทิงที่ครบครัน
- Boundless Screen 4.0: ดีไซน์ไร้ขอบยุคใหม่ที่เก็บขอบได้บางเฉียบ ให้ความรู้สึกดื่มด่ำกับภาพเต็มตา
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือ “The Best Budget Gaming TV” แห่งปี 2026 อย่างไม่ต้องสงสัย หากคุณเป็นเจ้าของ PlayStation 5 หรือ Xbox แต่มีงบจำกัดและไม่อาจเอื้อมถึงรุ่นท็อปของ Sony หรือ Samsung รุ่นนี้คือทางออกที่จะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์เกมที่ 120fps ได้จริง นอกจากนี้ยังเหมาะกับ คอหนัง Action/Sports ที่เกลียดอาการภาพกระตุกหรือเงาตามหลังวัตถุ (Ghosting) เพราะจอ 120Hz จะช่วยให้ภาพเนียนตาขึ้นมาก รวมถึง ผู้ปกครอง ที่มองหาทีวีให้ลูกดูการ์ตูน เพราะฟีเจอร์ถนอมสายตาของ Skyworth ถือว่าทำได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Skyworth 55Q60 ที่ 9.0/10 คะแนน ครับ คะแนนนี้มาจาก “ความกล้า” ที่ใส่สเปก 120Hz มาให้ในราคาที่จับต้องได้ง่ายมาก (ปกติราคานี้จะได้แค่ 60Hz) แม้ว่าระบบประมวลผลภาพ (Image Processing) อาจจะยังไม่ได้มีความซับซ้อนหรือเนียนตาเท่ากับชิปตัวท็อปของแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ถ้าวัดกันที่ “ความลื่นไหล” และ “ความคุ้มค่าของเม็ดเงิน” รุ่นนี้ชนะขาดลอย ใครที่เน้นสเปกแรงไว้ก่อน ไม่ติดแบรนด์ รุ่นนี้คือของดีราคาถูกที่ห้ามพลาดครับ
10. Sony BRAVIA 5 รุ่น K-55XR50 (Mini LED)
Sony BRAVIA 5 (XR50) คือ “พี่ใหญ่” และ “ตัวจบ” ประจำลิสต์ปี 2026 อย่างแท้จริง นี่คือรุ่นที่ Sony ตัดสินใจนำเทคโนโลยีระดับเรือธงอย่าง Mini LED ลงมาใส่ในซีรีส์ระดับกลาง-บน เพื่อท้าชนกับคู่แข่งที่เน้นสงครามราคาโดยเฉพาะ ความพิเศษของรุ่นนี้ไม่ใช่แค่การใช้หลอดไฟ Mini LED ขนาดเล็กจำนวนมหาศาลเท่านั้น แต่คือการควบคุมพวกมันด้วยชิปประมวลผลที่ฉลาดที่สุดในโลกอย่าง XR Processor™ ซึ่งทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์ (Cognitive Intelligence) ผลลัพธ์ที่ได้คือการคุมแสง (Local Dimming) ที่แม่นยำระดับปีศาจ ลดอาการแสงฟุ้ง (Blooming) รอบวัตถุสว่างได้ดีกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ให้สีดำที่ดำสนิทเกือบเทียบเท่า OLED แต่ได้ความสว่าง (Peak Brightness) ที่พุ่งทะลุเพดาน ทำให้ภาพดูมีมิติสมจริงเหมือนมองผ่านหน้าต่าง นี่คือทีวีที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ “ต้องการที่สุดของภาพและเสียง” โดยไม่เกี่ยงเรื่องงบประมาณ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- XR Backlight Master Drive: อัลกอริทึมเอกสิทธิ์ที่ควบคุมหลอด Mini LED นับพันดวงได้อย่างอิสระและแม่นยำ ทำให้แสงและเงาดูสมจริงที่สุด
- XR Processor™: ชิปประมวลผลอัจฉริยะที่วิเคราะห์จุดโฟกัสของสายตาและปรับปรุงภาพทั้งหน้าจอให้มีความคมชัดและสีสันที่เป็นธรรมชาติสูงสุด
- XR Triluminos Pro™: แสดงเฉดสีได้กว้างและละเมียดละไม โดยเฉพาะโทนสีผิวและสีธรรมชาติที่ยากจะเลียนแบบ
- Perfect for PlayStation®5: ฟีเจอร์ที่เกิดมาคู่กัน ทั้ง Auto HDR Tone Mapping และ Auto Genre Picture Mode รวมถึงรองรับ 4K/120Hz, VRR และ ALLM อย่างสมบูรณ์แบบ
- Acoustic Multi-Audio™: ระบบเสียงที่มีทวีตเตอร์ระบุตำแหน่งเสียงด้านข้าง ช่วยให้เสียงออกจากหน้าจอตรงตามตำแหน่งที่เกิดเหตุการณ์จริง (Sound-from-Picture)
- Eco Dashboard 2: แผงควบคุมประหยัดพลังงานที่ใช้งานง่าย ช่วยให้เห็นภาพรวมการใช้ไฟและปรับแต่งได้ทันที
เหมาะกับ
รุ่นนี้คือเป้าหมายสูงสุดของ “Hardcore Gamers” ที่มีเครื่อง PS5 หรือ PC สเปกเทพ เพราะสเปกจอ 120Hz ผสานกับชิป XR จะรีดประสิทธิภาพกราฟิกออกมาได้สวยงามและลื่นไหลที่สุด นอกจากนี้ยังเหมาะกับ “Home Theater Enthusiasts” ที่ห้องนั่งเล่นมีแสงสว่างส่องเข้าเยอะ (ซึ่ง OLED อาจสู้แสงไม่ไหว) เพราะความสว่างของ Mini LED รุ่นนี้เอาอยู่ทุกสภาพแสง และสำหรับคนที่มองหา “ทีวีที่ใช้ยาว 5-7 ปี” โดยไม่ตกรุ่นง่ายๆ การลงทุนกับชิป XR และ Mini LED ในปี 2026 ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ความน่าซื้อ
ทาง Priceded ขอมอบคะแนนความคุ้มค่าให้ Sony BRAVIA 5 (XR50) ที่ 9.2/10 คะแนน ครับ แม้ราคาค่าตัวจะกระโดดหนีเพื่อนๆ ในลิสต์ไปไกล (เกือบ 2 เท่าของรุ่นเริ่มต้น) แต่ต้องบอกว่า “คุณภาพที่ได้กลับมานั้นคนละระดับ” ครับ คุณไม่ได้แค่ซื้อจอทีวี แต่คุณซื้อ “ประสบการณ์” ภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เทคโนโลยี LED ปัจจุบันจะทำได้ หากคุณมีงบถึงและไม่อยากมานั่งคาใจทีหลังว่า “รู้งี้ซื้อรุ่นดีๆ ไปเลยดีกว่า” BRAVIA 5 คือคำตอบที่จะทำให้คุณมีความสุขทุกครั้งที่กดเปิดทีวีครับ
ตารางเปรียบเทียบสเปคและราคา ทีวี 55 นิ้ว ปี 2026
| อันดับ | รุ่น / ยี่ห้อ | ประเภทจอ | Refresh Rate | OS | ฟีเจอร์เด่น (AI/Game) | ราคาโปรโมชั่น* (บาท) |
| 1 | Samsung NeoQLED QN70F | Mini-LED | 120Hz | Tizen | AI Upscaling, คุมแสงแม่นยำ, เหมาะกับ PS5 | 22,990 |
| 2 | Xiaomi TV A Pro 55 (2025) | QLED | 60Hz | Google TV | จอสีสด, Google TV แท้, MEMC ช่วยภาพลื่น | 12,490 |
| 3 | Toshiba 55E450RP | QLED | 60Hz | VIDAA | รองรับ Dolby Vision & Atmos, HDR10+ | 13,490 |
| 4 | Samsung QLED Q7F4 | QLED | 60Hz | Tizen | ดีไซน์บาง, Q-Symphony (ใช้คู่ Soundbar) | 17,990 |
| 5 | LG 55UA7350PSB | 4K UHD | 60Hz | WebOS | Magic Remote (สั่งงานด้วยเสียง/เมาส์) | 14,395 |
| 6 | Toshiba 55E330RP | 4K UHD | 60Hz | VIDAA | สั่งงานด้วยเสียง, ราคาประหยัดสุด | 11,690 |
| 7 | Sony BRAVIA 2 (S20M2) | LED | 60Hz | Google TV | ชิป X1 (ภาพสมจริงสไตล์ Sony), ทนทาน | 19,990 |
| 8 | Sony BRAVIA 3 (S30) | LED | 60Hz | Google TV | X1 + Triluminos (สีสดกว่ารุ่น 2), Dolby Vision | 22,990 |
| 9 | Skyworth 55Q60 | QLED+ | 120Hz | Google TV | จอ 120Hz แท้ (ถูกที่สุดในกลุ่ม 120Hz) | สอบถามร้านค้า |
| 10 | Sony BRAVIA 5 (XR50) | Mini-LED | 120Hz | Google TV | ชิป XR ตัวท็อป, Perfect for PS5 (VRR/ALLM) | 36,790 |
> หมายเหตุ: ราคาที่แสดงเป็นราคาโปรโมชั่นโดยประมาณ ณ เดือนมกราคม 2026 อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแคมเปญของแต่ละร้านค้า แนะนำให้เช็กราคาล่าสุดอีกครั้งครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บทสรุป ซื้อ ทีวี 55 นิ้ว รุ่นไหนดีที่สุดสำหรับคุณ?
การเลือกทีวีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเลือก “ตัวที่แพงที่สุด” แต่คือการเลือกตัวที่ “ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์” ของคุณมากที่สุดครับ จากการจัดอันดับทั้ง 10 รุ่นในปี 2026 นี้ เราขอสรุปสั้นๆ ให้คุณฟันธงได้เลย:
- 🏆 สายเน้นภาพสวย จบ ครบที่สุด: ยกให้ Samsung NeoQLED QN70F ปีนี้ทำราคามาดีมาก ได้เทคโนโลยี Mini-LED ที่สว่างและคมชัด จะดูหนังหรือเล่นเกม PS5 ก็ลื่นไหลด้วยจอ 120Hz
- 💰 สายคุ้มค่า งบหมื่นต้นๆ: แนะนำ Xiaomi TV A Pro 55 (2025) หรือ Toshiba 55E450RP สองรุ่นนี้ให้จอ QLED สีสด สเปกโดยรวมคุ้มค่าตัวที่สุดในตลาดตอนนี้
- 🖱️ สายใช้งานง่าย เน้นดูแอปฯ: ต้อง LG รุ่น 55UA7350PSB เพราะ Magic Remote คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ สั่งงานเหมือนเมาส์ได้เลย หรือถ้าชอบระบบ Google TV แท้ๆ Sony BRAVIA 2 ก็เป็นตัวเลือกที่เสถียรมาก
- 🎮 สายเกมมิ่งงบประหยัด: ลองดู Skyworth 55Q60 ที่ให้จอ 120Hz มาในราคาที่เอื้อมถึงง่ายที่สุด
อย่าลืม! ก่อนตัดสินใจซื้อ เช็คราคาและโปรโมชั่นล่าสุดจากร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศได้ที่ Priceded.com เพื่อให้คุณได้ของดีในราคาที่ถูกที่สุด
📚 อ่านเพิ่มเติม:
- ซื้อทีวีมาใหม่ต้องมี! 10 เก้าอี้นวดไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ปีนี้?
- ยกระดับโรงหนังในบ้าน: รีวิว 5 ลำโพง Soundbar รุ่นแนะนำ ปี 2026 จับคู่ทีวีรุ่นไหนก็เสียงกระหึ่ม

![Pre-Order[จัดส่งฟรี] SAMSUNG 55 " NeoQLED QN70F 4K Tizen OS SMART AI TV Mini LED (2025) QN70F Series รุ่นQA55QN70FAKXXT](https://priceded.com/images/2026/01/pre-ordersamsung55neoqledqn70f4ktizenossmartaitvmini.jpg)





![[New Model] Sony BRAVIA 2 ทีวี 55 นิ้ว รุ่น K-55S20M2 4K Ultra HD Smart TV (Google TV) | 4K HDR Processor X1™](https://priceded.com/images/2026/01/newmodelsonybravia255k-55s20m24kultrahdsmarttv.jpg)


![[New Model]Sony BRAVIA 5 ทีวี 55 นิ้ว รุ่น K-55XR50 Mini LED 4K Ultra HD Smart TV (Google TV) | XR Processor](https://priceded.com/images/2026/01/newmodelsonybravia555k-55xr50miniled4kultrahd.jpg)