ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นละอองที่รุนแรงขึ้นในปี 2026 หลายคนเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า เครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่นไหนดี ที่จะมาเป็นเกราะป้องกันสุขภาพของคนในครอบครัว เพราะวันนี้อากาศสะอาดไม่ได้เป็นเพียงความต้องการพื้นฐาน แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในยุคที่ PM 2.5 กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าคุณจะกำลังเผชิญกับ Pain Point เรื่องอาการคัดจมูกจากโรคภูมิแพ้ กลิ่นไม่พึงประสงค์ในคอนโด หรือปัญหาขนสัตว์เลี้ยงฟุ้งกระจาย การเลือก เครื่องฟอกอากาศสำหรับภูมิแพ้ ที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นทางออกที่สำคัญ ซึ่ง Philips ยังคงครองตำแหน่งแบรนด์ยอดนิยม (Top of Mind) ด้วยเทคโนโลยีการกรองที่ล้ำสมัยและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ในบทความนี้ Priceded จะพาคุณไปเจาะลึก รีวิวเครื่องฟอกอากาศ Philips แบบไม่อิงแค่สเปกข้างกล่อง แต่เราเน้นวิเคราะห์จาก ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพจากการใช้งานจริง (Real Usage) เพื่อให้คุณมั่นใจว่าทุกบาทที่จ่ายไป จะแลกมาด้วยอากาศที่บริสุทธิ์และปลอดภัยที่สุดสำหรับบ้านของคุณ
เทคโนโลยีดุของ Philips ที่ต้องรู้ก่อนซื้อ
ก่อนจะตัดสินใจรูดบัตรซื้อเครื่องฟอกอากาศสักเครื่องในปี 2026 สิ่งที่ PRICEDED อยากให้คุณโฟกัสไม่ใช่แค่ดีไซน์ภายนอก แต่คือ “ขุมพลัง” ข้างใน เพราะ Philips ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดาษดื่นทั่วไป แต่มีการพัฒนาลิขสิทธิ์เฉพาะตัวที่ทำให้ประสิทธิภาพการกรองเหนือกว่าคู่แข่งในท้องตลาด นี่คือ 3 เทคโนโลยีหลักที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่จ่ายไป
ไส้กรอง NanoProtect HEPA
หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่มีคำว่า HEPA ก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงคือ HEPA ทั่วไปตามท้องตลาดมักดักจับฝุ่นได้ที่ระดับ 0.3 ไมครอนเท่านั้น ในขณะที่ NanoProtect HEPA ของ Philips ถูกพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานการกรองแบบกลไกเข้ากับ ประจุไฟฟ้าสถิต ทำให้สามารถดักจับอนุภาคได้เล็กจิ๋วถึง 0.003 ไมครอน
ซึ่งเล็กกว่าฝุ่น PM 2.5 ถึง 800 เท่า! นั่นหมายความว่ามันไม่ได้กันแค่ฝุ่น แต่สามารถ กรองไวรัส แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ที่ลอยอยู่ในอากาศได้อย่างชะงัด การเลือกใช้เทคโนโลยีนี้จึงเป็นการยกระดับความปลอดภัยในบ้าน ให้เหนือกว่ามาตรฐาน อนุภาคเล็กกว่า PM 2.5 ทั่วไป เหมาะอย่างยิ่งสำหรับยุคที่ไวรัสและเชื้อโรคทางอากาศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เซนเซอร์ AeraSense
หัวใจสำคัญที่จะบอกว่าเครื่องฟอกอากาศ “ฉลาด” จริงหรือไม่ อยู่ที่เซนเซอร์ตรวจวัด Philips ใช้เทคโนโลยี AeraSense ซึ่งเปรียบเสมือนการยกเซนเซอร์เกรดห้องแล็บมาไว้ในบ้านคุณ ระบบนี้จะสแกนสภาพอากาศยิบย่อยถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของมลพิษแม้เพียงเล็กน้อย (เช่น การสะบัดผ้าห่ม หรือควันจากการทำอาหาร)
ความแม่นยำนี้จะทำงานเชื่อมโยงกับ โหมดออโต้ เพื่อเร่งพัดลมดูดฝุ่นทันทีที่ค่าอากาศแย่ลง โดยที่คุณไม่ต้องเดินไปกดเอง พร้อมแสดงผลผ่าน จอแสดงผล แบบวงแหวนสี (Color Ring) หรือตัวเลขดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าอากาศในห้องตอนนี้ “ปลอดภัย” หรือ “อันตราย” โดยไม่ต้องเดา
การเชื่อมต่อแอป Clean Home+ (Air+)
ในปี 2026 การมี Smart Home ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่นกลางถึงท็อปจะรองรับการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน (ปัจจุบันอัปเกรดเป็น Philips Air+) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนรุ่นใหม่ ช่วยให้คุณ สั่งงานผ่านมือถือ ได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะสั่งเปิดเครื่องล่วงหน้าก่อนถึงบ้าน หรือเช็กค่าฝุ่นในห้องนอนลูกขณะที่คุณอยู่ที่ทำงาน
ที่สำคัญ แอปฯ นี้ยังช่วยแก้ปัญหาโลกแตกเรื่อง “ลืมเปลี่ยนไส้กรอง” ด้วยระบบ แจ้งเตือนเปลี่ยนไส้กรอง ที่คำนวณจากปริมาณมลพิษและระยะเวลาที่ใช้งานจริง ไม่ใช่แค่นับวันตามปฏิทิน ทำให้คุณใช้ไส้กรองได้คุ้มค่าทุกตารางนิ้วก่อนทิ้ง และมั่นใจได้ว่าอากาศที่คุณหายใจนั้นสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ
5 อันดับ เครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่นไหนดี
1. Philips AC3220/10
หากคุณกำลังมองหา เครื่องฟอกอากาศห้องใหญ่ ที่เป็น “ตัวจบ” ในปี 2026 รุ่น Philips AC3220/10 จากซีรีส์ 3200 คือคำตอบที่สมดุลที่สุดระหว่างประสิทธิภาพและความเงียบ ด้วยค่า CADR 520 ลบ.ม./ชม. ทำให้รุ่นนี้สามารถฟอกอากาศในห้องขนาดใหญ่สูงสุดถึง 135 ตร.ม. ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะมากสำหรับห้องโถงชั้นล่างหรือคอนโดแบบ Open Plan ที่เชื่อมต่อห้องนั่งเล่นกับครัว
สิ่งที่ทางทีมงาน PRICEDED ประทับใจจากการทดสอบคือเทคโนโลยี SilentWings ที่ออกแบบใบพัดมาใหม่โดยเลียนแบบปีกนกฮูก ทำให้เสียงการทำงานเงียบลงอย่างเหลือเชื่อ (ต่ำสุดเพียง 15dB) ซึ่งแก้ Pain Point เดิมๆ ของเครื่องฟอกอากาศแรงดูดสูงที่มักจะมีเสียงดังรบกวน นอกจากนี้ระบบกรอง NanoProtect HEPA ยังคงมาตรฐานสูงในการดักจับอนุภาคขนาดเล็กกว่า PM2.5 ได้ถึง 100 เท่า (0.003 ไมครอน) รวมถึงไวรัสและแบคทีเรีย ทำให้อากาศสะอาดจริงไม่ใช่แค่ความรู้สึก พร้อมสั่งงานผ่านแอป Air+ ได้เต็มระบบ ตอบโจทย์ Smart Home ยุคปัจจุบันได้อย่างไร้ที่ติ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- พลังการฟอกสูง: ค่า CADR 520 ลบ.ม./ชม. หมุนเวียนอากาศสะอาดได้ทั่วถึง รวดเร็ว
- เงียบกริบ: เทคโนโลยี SilentWings ลดเสียงรบกวน เหมาะกับการใช้งานขณะพักผ่อนหรือดูทีวี
- ครอบคลุมพื้นที่กว้าง: รองรับพื้นที่สูงสุด 135 ตร.ม. เครื่องเดียวเอาอยู่ทั้งชั้น
- ระบบกรอง 3 ชั้น: Pre-filter, HEPA และ Active Carbon กำจัดทั้งฝุ่น กลิ่น และก๊าซอันตราย
- ประหยัดพลังงาน: ใช้กำลังไฟสูงสุดเพียง 60W เทียบเท่าหลอดไฟดวงเดียว
ตารางเปรียบเทียบ ข้อดี/ข้อด้อย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ประสิทธิภาพการกรองสูงมาก กำจัดอนุภาค 0.003 ไมครอนได้ 99.997% | ตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ อาจใช้พื้นที่ในการวางพอสมควร |
| ทำงานเงียบมากเมื่อเทียบกับค่า CADR ระดับเดียวกัน | ราคาเปิดตัวค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรุ่นเริ่มต้น |
| แอปพลิเคชัน Air+ เสถียรและมีฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ | ไส้กรองคุณภาพสูง (NanoProtect HEPA) อาจมีราคาเปลี่ยนต่อปีสูงกว่าแบรนด์จีนบางรุ่น |
| ดีไซน์มินิมอล เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่ได้ง่าย |
2. Philips PureProtect Pet 3000 Series AC3360
สำหรับเหล่าทาสหมาทาสแมวที่กำลังมองหา เครื่องฟอกอากาศดับกลิ่นสัตว์เลี้ยง ตัวจริง รุ่นนี้คือคำตอบที่ Philips ออกแบบมาแก้ Pain Point ได้ตรงจุดที่สุดในปี 2026 จากการทดสอบใช้งานจริง ทีมงาน Priceded พบว่า AC3360 มีความโดดเด่นที่ระบบการไหลเวียนอากาศแบบพิเศษ ซึ่งถูกจูนมาเพื่อดูดจับ ขนแมวร่วง และรังแคสัตว์ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศก่อนที่มันจะตกลงพื้น ทำให้ช่วยลดภาระการกวาดบ้านและอาการภูมิแพ้ได้ชัดเจน
หัวใจสำคัญคือระบบกรอง NanoProtect HEPA ที่ทำงานร่วมกับชั้นกรองคาร์บอนสูตรเฉพาะ (Odor-Trap) ซึ่งมีความสามารถในการดูดซับแก๊สและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่ารุ่นปกติ โดยเฉพาะกลิ่นแอมโมเนียจากกระบะทรายหรือกลิ่นตัวสุนัขหลังฝนตก อีกหนึ่งความใส่ใจคือดีไซน์ที่คำนึงถึงความปลอดภัย (Pet-Proof) ด้วยสายไฟหุ้มฉนวนป้องกันการกัดแทะ ทำให้คุณวางใจได้เมื่อต้องปล่อยน้องๆ ไว้กับเครื่อง และสามารถเช็กค่าอากาศผ่าน แอปพลิเคชัน Air+ ได้ทุกที่ทุกเวลา ถือเป็นการลงทุนที่ “จบ” สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- โหมด Pet Profile: อัลกอริทึมอัจฉริยะที่เพิ่มแรงดูดเพื่อจัดการขนสัตว์ลอยในอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
- แผ่นกรอง Mixhole Carbon: เน้นขจัดกลิ่นฉุน กลิ่นอับ และสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
- สายไฟหุ้มถักพิเศษ: ป้องกันอันตรายจากสัตว์เลี้ยงกัดหรือขีดข่วนสายไฟ (Pet-Resistant Cord)
- เทคโนโลยี SilentWings: การทำงานเงียบกริบ ไม่รบกวนการนอนหรือทำให้สัตว์เลี้ยงตื่นตกใจ
- ครอบคลุมพื้นที่กว้าง: รองรับพื้นที่ได้ถึง 104 ตร.ม. เหมาะกับห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่มีสัตว์เลี้ยงวิ่งเล่น
| ข้อดี | ข้อด้อย |
| จัดการขนสัตว์และกลิ่นได้ดีที่สุดในกลุ่ม | ราคาสูงกว่ารุ่นมาตรฐานในสเปกใกล้เคียงกัน |
| สายไฟทนทาน ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง | ตัวเครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กินพื้นที่จัดวาง |
| ควบคุมผ่านแอปฯ Air+ ได้เสถียรและแม่นยำ | ต้องหมั่นทำความสะอาด Pre-filter บ่อยกว่าปกติ (เพราะขนสัตว์เต็มเร็ว) |
3. Philips AC2220/10
สำหรับใครที่ให้ความสำคัญกับ “ความเงียบ” พอๆ กับความสะอาด Philips AC2220/10 จากตระกูล PureProtect 2200 Series คือตัวจบสายห้องนอนที่เราอยากแนะนำที่สุดในปีนี้ จุดที่ทำให้รุ่นนี้ติด Top Rank ของ Priceded ไม่ใช่แค่ความสามารถในการฟอกอากาศในพื้นที่ถึง 109 ตร.ม. แต่คือการแก้ Pain Point เรื่องเสียงรบกวนได้อย่างชะงัดด้วยเทคโนโลยี SilentWings ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปีกนกฮูก ทำให้เครื่องทำงานเงียบกริบเพียง 15 เดซิเบล (เบากว่าเสียงกระซิบ) ซึ่งเหมาะมากสำหรับเด็กเล็กหรือผู้ที่มีปัญหานอนหลับยาก
ในด้านประสิทธิภาพการกรอง รุ่นนี้ยังคงความดุดันด้วยไส้กรอง NanoProtect HEPA ที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.003 ไมครอนได้ถึง 99.99% ซึ่งเล็กกว่า PM 2.5 ถึง 800 เท่า! รวมถึงการกรองไวรัสและแบคทีเรียที่ยังเป็นเรื่องจำเป็นในปี 2026 นอกจากนี้ การควบคุมผ่าน แอปพลิเคชัน Air+ ยังทำได้เสถียรขึ้นมาก ช่วยให้คุณเช็กค่าคุณภาพอากาศแบบ Real-time และสั่งงานก่อนถึงบ้านได้อย่างสะดวกสบาย ถือเป็นรุ่น Mid-Range ที่บาลานซ์ระหว่างประสิทธิภาพและความสุนทรีย์ในการพักผ่อนได้ลงตัวที่สุด
จุดเด่นของรุ่นนี้
- SilentWings Technology: นวัตกรรมใบพัดเลียนแบบปีกนกฮูก ทำงานเงียบที่สุดในคลาส (15dB) ไม่รบกวนการนอน
- NanoProtect HEPA: กรองอนุภาคได้ละเอียดกว่า HEPA ทั่วไป ดักจับได้ทั้ง PM 2.5, เกสรดอกไม้ และไวรัส
- ไส้กรองอายุยืน 3 ปี: ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว (Cost of Ownership) ได้ดีกว่ารุ่นเก่าๆ
- ประหยัดพลังงาน: กินไฟน้อยมากเมื่อเปิดโหมด Eco เหมาะกับการเปิดทิ้งไว้ตลอด 24 ชม.
- ดีไซน์มินิมอล: รูปทรงกะทัดรัดกว่ารุ่น 3000 Series เล็กน้อย เข้ากับการแต่งห้องยุคใหม่ได้ง่าย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ทำงานเงียบมาก เหมาะสำหรับห้องนอนโดยเฉพาะ | ไม่มีระบบกำจัดกลิ่นสัตว์เลี้ยงเฉพาะทางเหมือนรุ่น Pet Series |
| ค่า CADR สูงเมื่อเทียบกับขนาดเครื่อง (ฟอกเร็ว) | หน้าจอแสดงผลอาจดูเรียบง่ายไปสำหรับสาย Tech จ๋า |
| ควบคุมผ่านแอป Air+ ได้ลื่นไหลและฟีเจอร์ครบ | ราคาสูงกว่าแบรนด์จีนในสเปกใกล้เคียงกันเล็กน้อย |
| ไส้กรองหาซื้อง่ายและใช้งานได้นาน |
4. Philips AC0950/10
สำหรับใครที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือกำลังมองหา เครื่องฟอกอากาศห้องนอน ขนาดกะทัดรัดแต่ฟังก์ชันครบเครื่อง Philips AC0950/10 คือตัวเลือกที่ “ฉลาด” ที่สุดในงบประมาณระดับกลางครับ ความพิเศษของรุ่นนี้ที่เหนือกว่าแฝดผู้น้อง (รุ่น 0920) คือการใส่ชิปอัจฉริยะที่รองรับการ สั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน Philips Air+ เข้ามาเต็มรูปแบบ ทำให้คุณสามารถเช็กค่าฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์และสั่งเปิดเครื่องล่วงหน้าก่อนถึงบ้านได้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับไลฟ์สไตล์ปี 2026 แม้ตัวเครื่องจะเล็กด้วยดีไซน์ทรงกระบอกโค้งมน แต่ประสิทธิภาพการกรองนั้น “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยเทคโนโลยี NanoProtect HEPA ที่ดักจับอนุภาคได้เล็กถึง 0.003 ไมครอน (เล็กกว่า PM 2.5 ถึง 800 เท่า) เรื่องเสียงรบกวนแทบไม่ต้องกังวลเพราะในโหมด Sleep ทำงานเงียบกริบ แสงไฟหน้าจอหรี่ลงอัตโนมัติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง
จุดเด่นของรุ่นนี้
- Smart Connectivity: ควบคุมการทำงานและตรวจสอบคุณภาพอากาศได้ทุกที่ผ่านแอป Air+
- Compact Powerful: ดีไซน์กะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ แต่ทำ CADR ได้ถึง 250 ลบ.ม./ชม. (เหมาะกับห้องไม่เกิน 65 ตร.ม.)
- NanoProtect HEPA: กรองอนุภาคขนาดเล็ก 0.003 ไมครอน รวมถึงไวรัสและสารก่อภูมิแพ้ได้ 99.97%
- Ultra-Quiet: โหมด Sleep ทำงานเงียบเพียง 20.5 dB ไม่รบกวนการนอนหลับ
- Energy Saving: กินไฟต่ำมาก สูงสุดเพียง 20 วัตต์ ช่วยประหยัดค่าไฟระยะยาว
ตารางเปรียบเทียบ ข้อดี/ข้อด้อย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| รองรับ Wi-Fi และแอปพลิเคชัน (จุดต่างสำคัญเทียบกับรุ่น 0920) | ไม่มีล้อเลื่อน อาจไม่สะดวกหากต้องย้ายห้องบ่อยๆ |
| ไส้กรองมีอายุการใช้งานยาวนานสูงสุด 12 เดือน | หน้าจอแสดงผลที่ตัวเครื่องบอกค่าเป็นสีไฟ (Color Ring) ไม่ใช่ตัวเลขดิจิตอลแบบรุ่นพี่ |
| ราคาสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ Smart Home | เซนเซอร์ AeraSense เป็นรุ่นเล็ก ความไวอาจน้อยกว่าซีรีส์ 3000 |
| ดีไซน์มินิมอล เข้าได้กับทุกการตกแต่งห้อง |
5. Philips AC0920/10
ปิดท้ายด้วยรุ่นน้องเล็กที่จิ๋วแต่แจ๋ว เหมาะสำหรับคนที่มองหา เครื่องฟอกอากาศราคาประหยัด แต่ไม่อยากลดสเปกเรื่องความสะอาด Philips AC0920/10 คือฝาแฝดของรุ่น 0950 ในด้านดีไซน์และประสิทธิภาพมอเตอร์ โดยยังคงใช้เทคโนโลยีการกรองระดับสูงที่ดักจับอนุภาคได้เล็กถึง 0.003 ไมครอน (เล็กกว่า PM 2.5 ถึง 800 เท่า) สิ่งที่แตกต่างคือรุ่นนี้ตัดฟีเจอร์การเชื่อมต่อ Wi-Fi และแอปพลิเคชันออกไป ทำให้เป็นตัวเลือกที่ คุ้มค่าที่สุด สำหรับผู้ใช้งานสไตล์ Minimalist ที่ต้องการแค่ปุ่มเปิด-ปิด แล้วจบ ไม่ต้องการความซับซ้อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับวางใน ห้องนอนขนาดเล็ก หรือห้องพักนักศึกษา เพราะทำงานเงียบกริบในโหมด Sleep และประหยัดไฟขีดสุด หากคุณไม่ได้ซีเรียสเรื่องการสั่งงานผ่านมือถือ รุ่นนี้จะช่วยคุณประหยัดงบประมาณได้มากโดยที่ปอดของคุณยังได้รับอากาศบริสุทธิ์เท่าเดิม
จุดเด่นของรุ่นนี้
- ระบบกรอง NanoProtect HEPA: มั่นใจได้ในมาตรฐานเดียวกับรุ่นพี่ ดักจับไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ 99.97%
- ดีไซน์กะทัดรัด (Compact Design): รูปทรงกระบอก ประหยัดพื้นที่จัดวาง เหมาะกับคอนโดหรือห้องที่มีพื้นที่จำกัด
- ทำงานเงียบพิเศษ: ในโหมด Sleep เสียงเงียบเพียง 19 เดซิเบล ไม่รบกวนการนอนหลับ
- ประหยัดพลังงาน: กินไฟต่ำมาก ใช้งานได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟบานปลาย
- เซนเซอร์อัจฉริยะ AeraSense: ตรวจจับคุณภาพอากาศและปรับแรงลมให้อัตโนมัติ (แสดงผลผ่านไฟสี LED)
ตาราง ข้อดี/ข้อด้อย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในกลุ่มประสิทธิภาพเดียวกัน | ไม่มีระบบ Wi-Fi ไม่สามารถสั่งงานผ่านแอป Air+ ได้ |
| ไส้กรองมีอายุการใช้งานยาวนาน (สูงสุด 12 เดือน) | หน้าจอแสดงผลแบบเรียบง่าย ไม่บอกค่าฝุ่นเป็นตัวเลขดิจิทัล |
| น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายไปตามห้องต่างๆ ได้สะดวก | ไม่เหมาะกับห้องโถงขนาดใหญ่ (ประสิทธิภาพลดลงถ้าเกิน 65 ตร.ม.) |
| ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับผู้สูงอายุ |
ตารางเปรียบเทียบ: สรุป 5 รุ่นยอดฮิต แบบรวดเร็ว
| รุ่น (Model) | ขนาดห้องสูงสุด (ตร.ม.) | ค่า CADR (ลบ.ม./ชม.) | ระดับเสียง (dB) (ต่ำสุด – สูงสุด) | จุดเด่นหลัก |
| 1. AC3220/10 | 135 | 520 | 15 – 56 | แรงสุด, เงียบด้วย SilentWings |
| 2. AC3360 (Pet) | 104 | 400* | 15 – 56 | กำจัดขน/กลิ่นสัตว์เลี้ยงดีเยี่ยม |
| 3. AC2220/10 | 109 | 420 | 15 – 52 | สมดุลที่สุด, เงียบพิเศษ |
| 4. AC0950/10 | 65 | 250 | 19 – 49 | ตัวเล็กสเปกคุ้ม, มี Wi-Fi |
| 5. AC0920/10 | 65 | 250 | 19 – 49 | ประหยัดงบ, เน้นใช้งานพื้นฐาน |
Note: ค่า CADR ยิ่งมาก ยิ่งฟอกอากาศได้เร็ว / ระดับเสียงโหมด Sleep ยิ่งน้อย ยิ่งดีต่อการนอนหลับ
คำถามที่พบบ่อย
จุดเด่นที่ทำให้ Philips คุ้มค่าในระยะยาวคือ อายุการใช้งานไส้กรอง ครับ สำหรับรุ่นใหญ่ (Series 2000, 3000 ขึ้นไป) ไส้กรอง NanoProtect HEPA ออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 3 ปี (36 เดือน) ส่วนรุ่นเล็ก (Series 800, 900) จะอยู่ที่ประมาณ 12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการใช้งานจริง โดยระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะจะคำนวณจากปริมาณมลพิษที่ดักจับได้ ไม่ใช่แค่การนับวัน ทำให้คุณใช้ไส้กรองได้คุ้มค่าที่สุดก่อนทิ้งครับ
สบายใจได้เลยครับ เพราะ ค่าไฟเครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่นใหม่ๆ นั้นประหยัดมาก เทียบเท่ากับการเปิดหลอดไฟ LED เพียง 1 ดวงเท่านั้น (กินไฟสูงสุดประมาณ 20-60 วัตต์ แล้วแต่รุ่น) หากเปิดโหมด Auto หรือ Sleep ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ค่าไฟเฉลี่ยจะตกอยู่เพียงหลักสิบบาทต่อเดือนเท่านั้น ถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อแลกกับสุขภาพปอดที่ดีครับ
หาก เปรียบเทียบแบรนด์ เพื่อหาจุดยืน:
Philips: เน้น “ประสิทธิภาพทางการแพทย์” และความน่าเชื่อถือสูง เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้จริงจัง หรือบ้านที่มีเด็ก/คนชรา กรองละเอียดกว่า (0.003 ไมครอน) และเซนเซอร์แม่นยำมาก
Xiaomi: เน้น “ความคุ้มค่าและเทคโนโลยี IoT” ราคาเครื่องถูกกว่า ดีไซน์มินิมอล เชื่อมต่อง่าย แต่อายุไส้กรองอาจสั้นกว่าและเสียงพัดลมอาจดังกว่าในรอบหมุนสูง
Dyson: เน้น “ดีไซน์และฟังก์ชัน 2-in-1” (พัดลม+กรอง) เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหรูในบ้าน ลมแรงดีไซน์ล้ำ แต่ราคาสูงกว่ามากและเน้นการหมุนเวียนอากาศมากกว่าค่า CADR เพียวๆ
บทสรุป: เลือกรุ่นไหนให้เหมาะกับคุณ?
มาถึงตรงนี้ หากคุณยังลังเลว่าจะกดใส่ตะกร้ารุ่นไหนดี PRICEDED ขอสรุป ฟันธง (Verdict) ให้ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการ เพื่อให้คุณได้ “ตัวจบ” ที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2026 ครับ
1. งบน้อย / อยู่หอพัก / ห้องเล็ก ➔ ไป Philips Series 900 (AC0920 หรือ AC0950)
หากคุณเป็นนักศึกษาหรือชาวคอนโดที่ห้องมีขนาดไม่เกิน 30-65 ตร.ม. และมองหาความคุ้มค่าเป็นหลัก:
- สายประหยัดตัวจริง: เลือก AC0920/10 ตัดฟังก์ชัน Wi-Fi ออก แต่ได้ลมสะอาดเท่ากันในราคาที่ถูกที่สุด
- สาย Tech: ยอมเพิ่มงบอีกนิดไป AC0950/10 เพื่อสั่งงานผ่านมือถือได้ สะดวกกว่าเยอะ
2. เน้นความคุ้มค่า / ห้องนอนใหญ่ / ชอบความเงียบ ➔ ไป Philips Series 2000 (AC2220/10)
นี่คือจุดกึ่งกลางที่ลงตัวที่สุด (Sweet Spot) สำหรับคนทั่วไป หรือครอบครัวขนาดเล็ก:
- เหมาะกับห้องนอน Master Bedroom เพราะทำงานเงียบกริบ
- จุดเด่น: ไส้กรองใช้นาน 3 ปี ช่วยประหยัดค่าเปลี่ยนอะไหล่ในระยะยาวได้ดีเยี่ยม
3. เน้นประสิทธิภาพสูงสุด / บ้านเดี่ยว / เลี้ยงสัตว์ ➔ ไป Philips Series 3000 (AC3220 หรือ AC3360)
สำหรับคนที่ “สุขภาพ” คือเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ หรือมีพื้นที่ห้องโถงกว้างๆ:
- เน้นลมแรง: เลือก AC3220/10 ค่า CADR สูงสุด ฟอกอากาศไวทันใจ
- ทาสหมาทาสแมว: ต้องตัวนี้เท่านั้น AC3360 เพราะออกแบบมาเพื่อจัดการขนและกลิ่นสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
พร้อมเปลี่ยนบ้านให้เป็นเขตปลอดฝุ่นหรือยัง?
อย่ารอให้ปอดของคุณทำหน้าที่แทนเครื่องฟอกอากาศ การลงทุนกับ Philips ในวันนี้ คือการซื้อสุขภาพระยะยาวให้กับตัวคุณและคนที่คุณรัก เช็คราคาโปรโมชั่นล่าสุดจากร้านค้าอย่างเป็นทางการได้ที่ปุ่มด้านล่างครับ
👉 เช็คราคา Philips Official Store บน Shopee

