เบื่อไหมครับกับการทำความสะอาดบ้านแบบเดิมๆ ที่ต้องคอยลากสายไฟพะรุงพะรัง จะขยับตัวไปห้องไหนก็ติดขัด แถมกวาดทีไรฝุ่นก็ฟุ้งกระจายไม่จบสิ้น ในปี 2026 นี้ เทคโนโลยีงานบ้านพัฒนาไปไกลมากจนทำให้ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ยี่ห้อไหนดี กลายเป็นคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่ต้องการทวงคืนเวลาพักผ่อนและอยากให้บ้านสะอาดกริบโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ หากคุณกำลังมองหาผู้ช่วยคู่ใจคนใหม่ที่มาพร้อมสเปก “ดูดแรง-แบตอึด” เพื่อจบงานบ้านที่แสนน่าเบื่อให้กลายเป็นเรื่องง่าย บทความนี้มีคำตอบครับ
เทรนด์ปีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องพลังดูดเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมนวัตกรรมล้ำๆ อย่างระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยปรับโหมดการทำงานตามปริมาณฝุ่น หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Solid State ที่เบาลงแต่ใช้งานได้นานขึ้น ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย พลังดูดสูง ระดับมือโปร, ทาสหมาทาสแมวที่ต้องการ เครื่องดูดฝุ่นดูดขนแมว แบบไม่พันหัวแปรง หรือมองหารุ่นเริ่มต้นอย่าง เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ราคาถูก ที่คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เราได้คัดสรร 10 รุ่นตัวท็อปที่น่าลงทุนที่สุดแห่งปีมารวมไว้ให้แล้วที่นี่ครับ
จัดอันดับ 10 เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
1. Tefal เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย X-Force 9.60 Allergy รุ่น TY2039WO
ถ้าคุณกำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ที่เกิดมาเพื่อแก้ Pain Point ของคนยุค 2026 อย่างแท้จริง Tefal X-Force 9.60 Allergy รุ่น TY2039WO คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม รุ่นนี้ไม่ได้มีดีแค่แบรนด์ระดับโลก แต่ถูกออกแบบมาให้เป็น “Game Changer” สำหรับชาวคอนโดและบ้านยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัว จุดเด่นที่ทีมงาน PRICEDED ประทับใจที่สุดคือเทคโนโลยี Flex Technology ท่อดูดฝุ่นที่สามารถงอได้อัตโนมัติ ช่วยให้คุณทำความสะอาดใต้โซฟาหรือโต๊ะได้ลึกโดยไม่ต้องก้มให้ปวดหลัง ผสานกับน้ำหนักในโหมด Handheld ที่เบาหวิวเพียง 1.1 กิโลกรัม ทำให้การยกทำความสะอาดที่สูงหรือผ้าม่านเป็นเรื่องง่ายดาย เรื่องความสะอาดหายห่วงด้วยระบบกรองฝุ่นประสิทธิภาพสูงที่ดักจับอนุภาคได้ถึง 99.9% ตอบโจทย์คนเป็นภูมิแพ้ได้ตรงจุด พร้อมหน้าจอ Control Display ที่บอกสถานะแบตเตอรี่และโหมดการทำงานแบบ Real-time ถือเป็นตัวเลือกที่บาลานซ์ระหว่างพลังดูดกับความสะดวกสบายได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในปีนี้
จุดเด่นของรุ่นนี้
- Flex Technology: ท่อดูดงอได้อิสระ เข้าถึงพื้นที่ใต้เฟอร์นิเจอร์ลึกๆ ได้โดยไม่ต้องก้มตัว
- Ultra-Lightweight: ตัวเครื่อง Handheld มีน้ำหนักเพียง 1.1 กิโลกรัม ใช้งานมือเดียวได้สบาย
- High Filtration System: ระบบกรองฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ได้ละเอียดถึง 99.9% ปล่อยลมสะอาดออกมา
- Smart Control Display: หน้าจอดิจิทัลแสดงชั่วโมงการทำงานและพลังดูดที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย
- Automatic Speed: ระบบปรับแรงดูดอัตโนมัติตามสภาพพื้นผิว (พื้นแข็ง/พรม)
- Boost Trigger: ปุ่มไกปืนเร่งพลังดูดเฉพาะจุด เพื่อจัดการฝุ่นฝังแน่นได้ทันที
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| น้ำหนักเบามาก ลดภาระข้อมือเมื่อใช้งานนาน | กล่องเก็บฝุ่นอาจต้องเททิ้งบ่อยหากบ้านมีฝุ่นเยอะ |
| เทคโนโลยีท่องอได้ ช่วยลดอาการปวดหลังได้จริง | ระยะเวลาใช้งานในโหมด Boost อาจสั้นลง |
| เหมาะมากสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง | ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแบรนด์ทางเลือก |
| อุปกรณ์เสริมครบครัน ตอบโจทย์ทั้งพื้นและเฟอร์นิเจอร์ |
2. Airbot Hypersonics Max 33KPa Cordless Vacuum Cleaner
สำหรับใครที่เสพติดความแรงและต้องการความจบในเครื่องเดียว Airbot Hypersonics Max 33KPa คือสัตว์ร้ายในคราบเครื่องดูดฝุ่นที่คุณต้องลอง ในปี 2026 ที่เทคโนโลยีทำความสะอาดบ้านก้าวกระโดด Airbot ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านความคุ้มค่าได้อย่างเหนียวแน่น รุ่นนี้มาพร้อมขุมพลัง มอเตอร์ Brushless 450W ที่สร้างแรงดูดมหาศาลถึง 33,000 Pa (33KPa) ซึ่งถือว่าแรงติดอันดับต้นๆ ของตลาดในระดับราคานี้ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นแป้งละเอียดหรือเศษอาหารชิ้นใหญ่ก็ถูกจัดการได้เกลี้ยง ที่สำคัญคือฟังก์ชัน Mopping Function ที่สามารถดูดฝุ่นและถูพื้นไปพร้อมกันได้ ช่วยลดเวลาทำความสะอาดบ้านลงถึง 50% ระบบเซนเซอร์ฝุ่นอัจฉริยะยังช่วยปรับแรงดูดอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่และใช้งานได้นานขึ้น ใครที่มองหาเครื่องดูดฝุ่นสเปกเรือธงแต่ไม่อยากจ่ายแพง นี่คือ “Best Budget Flagship” ที่ทีมงาน PRICEDED แนะนำ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- Massive Suction Power: แรงดูดสูงสุด 33KPa จากมอเตอร์ 450W จัดการฝุ่นฝังลึกได้อยู่หมัด
- Dual-Action Cleaning: รองรับหัวดูดพร้อมถังน้ำแม่เหล็ก ดูดและถูพื้นได้ในขั้นตอนเดียว
- Smart Dust Sensor: เซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นปรับความแรงอัตโนมัติ ไม่ต้องคอยกดเปลี่ยนโหมด
- Multi-Cone Cyclone: ระบบไซโคลนหลายทิศทาง แยกฝุ่นกับอากาศได้ดี รักษาแรงดูดให้คงที่
- Large Dustbin: ถังเก็บฝุ่นความจุขนาดใหญ่ ถอดล้างทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องเทบ่อย
- User-Friendly Interface: จอ LED วงแหวนสี แสดงสถานะฝุ่นและแบตเตอรี่ชัดเจน
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| แรงดูดสูงมากเมื่อเทียบกับราคาที่จ่าย (High Price/Performance) | ตัวเครื่องอาจมีน้ำหนักมากกว่ารุ่นเน้นพกพาเล็กน้อย |
| ฟังก์ชันดูดพร้อมถูช่วยประหยัดเวลาทำความสะอาด | หัวถูพื้นเป็นแบบแรงโน้มถ่วง (Gravity) ไม่ใช่ระบบขัดไฟฟ้าหมุน |
| มีโหมด Auto ปรับแรงดูดเองได้ สะดวกสบาย | เสียงการทำงานในโหมดสูงสุดอาจดังกว่าแบรนด์พรีเมียม |
| ดีไซน์ทันสมัย วัสดุและการประกอบดูแข็งแรง |
3. Electrolux เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย 21.6V รุ่น EFP61712
หากคุณเป็นสาย “Minimalist” ที่ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์พอๆ กับฟังก์ชันการใช้งาน Electrolux รุ่น EFP61712 (UltimateHome 300) สี Denim Blue คือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงามที่ทำความสะอาดบ้านได้ ในปี 2026 ที่ตลาดเต็มไปด้วยแบรนด์ใหม่ๆ Electrolux ยังคงยืนหนึ่งเรื่อง “ความเชื่อมั่น” และ “ความทนทาน” รุ่นนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ Ergonomic 2-in-1 ที่สามารถถอดชุดมอเตอร์ออกมาเป็นเครื่องดูดฝุ่นมือถือ (Handheld) ได้ทันที ทำให้การเปลี่ยนโหมดจากดูดพื้นห้องไปดูดเศษขนมบนโซฟาหรือเบาะรถยนต์ทำได้ลื่นไหลไร้รอยต่อ จุดเด่นที่ทีมงาน PRICEDED ชอบมากคือ หัวดูดที่หมุนได้ 180 องศา (EasySteer) ช่วยให้ซอกซอนเข้ามุมหรือเลี้ยวหลบขาโต๊ะได้คล่องตัวสุดๆ ระบบกรองฝุ่นแบบไซโคลนช่วยแยกฝุ่นและลมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่อุดตันง่าย ถือเป็นตัวเลือก Safe Zone สำหรับคนที่ต้องการเครื่องดูดฝุ่นที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และมีศูนย์บริการครอบคลุมทั่วไทย
จุดเด่นของรุ่นนี้
- 2-in-1 Versatility: ดีไซน์แบบด้ามจับและมือถือในเครื่องเดียว ปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์
- EasySteer Maneuverability: หัวดูดหมุนได้ 180 องศา บังคับทิศทางง่าย แม้บนพื้นพรม
- High Performance Lithium: แบตเตอรี่ Li-ion 21.6V ให้พลังดูดต่อเนื่องและคงที่
- Cyclonic Dust System: ระบบกรองฝุ่นไซโคลน แยกฝุ่นละเอียดได้ดี รักษาแรงลมให้แรงนาน
- Washable Filter: ฟิลเตอร์ถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่
- Compact Storage: จัดเก็บง่าย ไม่กินพื้นที่ เหมาะสำหรับคอนโดมิเนียม
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| แบรนด์ยุโรปที่น่าเชื่อถือ มีศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ | แรงดูดอาจไม่สูงเท่ารุ่นท็อปของแบรนด์จีน (Specs vs Price) |
| ดีไซน์สวยงาม สี Denim Blue ดูพรีเมียมวางโชว์ได้ | ระยะเวลาการชาร์จแบตเตอรี่อาจใช้เวลานานกว่าบางรุ่น |
| น้ำหนักสมดุล ควบคุมทิศทางง่าย ไม่เมื่อยมือ | ความจุกล่องเก็บฝุ่นเหมาะกับการใช้งานทั่วไป ไม่เหมาะกับงานหนัก |
| ฟังก์ชัน 2-in-1 ใช้งานได้จริงและสะดวกมาก |
4. Hitachi เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย 100 Airwatt รุ่น PV-X100N
สำหรับการทำความสะอาดบ้านในยุค 2026 ที่ความรวดเร็วและความสะดวกสบายต้องมาก่อน Hitachi รุ่น PV-X100N ถือเป็น เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นถึงระดับกลางได้อย่างน่าประทับใจ ด้วย พลังดูด 100 Airwatt ซึ่งถือว่าเพียงพอเหลือเฟือสำหรับการดูดฝุ่นประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเส้นผม ขนสัตว์ หรือฝุ่นผงตามซอกมุม โดยสิ่งที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นในตลาดคือ “ความสมดุล” ระหว่างน้ำหนักและประสิทธิภาพ ตัวเครื่องถูกออกแบบมาในสไตล์ 2-in-1 สามารถถอดด้ามจับเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบมือถือ (Handheld) ได้ทันที เหมาะมากสำหรับการนำไป ดูดฝุ่นในรถยนต์ หรือทำความสะอาดโซฟา อีกทั้งดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Self-standing (ตั้งวางได้เองโดยไม่ต้องพิงผนัง) ช่วยแก้ Pain Point ของคนใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบแท่งที่มักหาที่วางลำบาก นอกจากนี้ระบบกรองฝุ่นยังเป็นแบบที่ถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ช่วยลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองในระยะยาว ใครที่กำลังมองหาเครื่องทุ่นแรงที่ไว้ใจได้ แบรนด์ Hitachi ยังคงการันตีเรื่องความทนทานของมอเตอร์ได้เป็นอย่างดีครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- พลังดูด 100 Airwatt: แรงดูดระบบไซโคลน ทรงพลังเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปในบ้านและคอนโด
- ดีไซน์ 2-in-1: ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งแบบด้ามจับยาว (Stick) และแบบมือถือ (Handheld)
- Self-standing Design: ตัวเครื่องสามารถตั้งยืนได้เอง สะดวกเมื่อต้องหยุดทำความสะอาดชั่วคราว
- น้ำหนักเบา: ออกแบบมาให้ถือใช้งานได้ด้วยมือเดียว ไม่เมื่อยล้าแม้ใช้งานต่อเนื่อง
- ดูแลรักษาง่าย: กล่องเก็บฝุ่นและไส้กรองสามารถถอดล้างน้ำได้ ลดการสะสมของแบคทีเรีย
- หัวดูดหมุนได้อิสระ: หัวดูดพื้นหลักสามารถหมุนซ้าย-ขวา ได้คล่องตัว เข้าถึงซอกมุมได้ดี
ตารางเปรียบเทียบ ข้อดี/ข้อด้อย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ความคล่องตัวสูง: น้ำหนักเบาและไม่มีสายไฟกวนใจ เคลื่อนย้ายไปทำความสะอาดได้ทุกห้อง | ระยะเวลาใช้งาน: แบตเตอรี่อาจหมดเร็วหากเปิดโหมด Max ต่อเนื่อง (ปกติอยู่ได้ประมาณ 15-45 นาที ตามโหมด) |
| จัดเก็บง่าย: ด้วยฟังก์ชันตั้งยืนได้เอง ทำให้ไม่ต้องเจาะผนังเพื่อติดแท่นชาร์จ | ความจุถังฝุ่น: ขนาดถังเก็บฝุ่นกะทัดรัด อาจต้องเททิ้งบ่อยหากบ้านมีพื้นที่กว้างมาก |
| แบรนด์น่าเชื่อถือ: Hitachi มีชื่อเสียงเรื่องความทนทานและศูนย์บริการที่ครอบคลุม | เสียงรบกวน: ในโหมดแรงสุด เสียงมอเตอร์อาจจะดังรบกวนบ้างเล็กน้อยตามสไตล์เครื่องดูดฝุ่นไซโคลน |
| กรองฝุ่นละเอียด: ช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ดี เหมาะกับคนเป็นภูมิแพ้ | ไม่มีจอแสดงผลดิจิทัล: ไม่มีหน้าจอบอกเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่แบบตัวเลข (ใช้ไฟ LED บอกสถานะแทน) |
5. Airbot Hypersonics PRO 27KPa Cordless Vacuum Cleaner
สำหรับปีนี้ หากใครกำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย 2026 ที่ให้สเปกแบบ “Flagship Killer” ในราคาสบายกระเป๋า Airbot Hypersonics PRO คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามครับ รุ่นนี้ไม่ใช่แค่การอัปเกรดธรรมดา แต่เป็นการยกเครื่องใหม่ที่ตอบโจทย์งานบ้านยุคใหม่ได้อย่างชาญฉลาด จุดที่ทำให้ทาง PRICEDED ประทับใจที่สุดคือ แรงดูดสูงสุด 27,000Pa ซึ่งจากการทดสอบจริงสามารถดูดฝุ่นแป้งละเอียดและเศษขนสัตว์บนพรมหนาได้หมดจดในการลากผ่านเพียงครั้งเดียว
ความพิเศษที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันคือระบบ Smart Dust Sensing หรือเซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นอัจฉริยะ ตัวเครื่องจะปรับระดับความแรงเองอัตโนมัติเมื่อเจอฝุ่นหนา ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่และไม่ต้องคอยกดเปลี่ยนโหมดเอง มาพร้อมหน้าจอ LED Ring Light ที่แสดงสถานะสีตามปริมาณฝุ่น (แดง-เหลือง-เขียว) ทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องสนุกและเห็นผลลัพธ์ทันที ถือเป็น Airbot รีวิว ที่เรากล้าการันตีว่า “คุ้มค่าที่สุด” สำหรับชาวคอนโดและบ้านยุคใหม่ครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- พลังดูดทรงพลัง 27KPa: ขจัดไรฝุ่นและสิ่งสกปรกฝังลึกได้ดีเยี่ยม เทียบเท่ารุ่นท็อปราคาแพง
- Smart Dust Sensor: เซนเซอร์อินฟราเรดตรวจจับปริมาณฝุ่น ปรับแรงดูดอัตโนมัติ (Auto Mode)
- จอแสดงผล LED Ring: วงแหวนไฟแสดงสถานะความสะอาดของพื้นแบบ Real-time เข้าใจง่าย
- แบตเตอรี่ถอดชาร์จได้: ใช้งานต่อเนื่องนานสูงสุดประมาณ 45-50 นาที (ในโหมด Eco) สะดวกต่อการสลับก้อน
- ดีไซน์น้ำหนักเบา: ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ยกทำความสะอาดที่สูงหรือเพดานได้ไม่เมื่อยแขน
- ระบบกรองหลายชั้น: มีไส้กรอง HEPA ช่วยดักจับฝุ่นละเอียด ลดอาการภูมิแพ้ได้จริง
ตาราง ข้อดี/ข้อด้อย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ความคุ้มค่าสูง: สเปกจัดเต็มในราคาที่เข้าถึงง่ายที่สุดในตลาด | ระยะเวลาชาร์จ: ใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน (ประมาณ 4-5 ชม.) |
| โหมดอัตโนมัติฉลาด: ตอบสนองต่อฝุ่นไว ไม่ต้องปรับเองบ่อยๆ | ความจุถังฝุ่น: ขนาด 0.6 ลิตร อาจต้องเททิ้งบ่อยหากบ้านมีพื้นที่เยอะ |
| อุปกรณ์หัวดูดครบ: ให้มาครบทั้งหัวดูดพื้น หัวดูดไรฝุ่น และหัวซอกซอน | ไม่มีระบบถูพื้น: รุ่นนี้เน้นดูดแห้งเป็นหลัก ไม่รองรับหัวถูเปียก |
| เสียงรบกวนต่ำ: เทคโนโลยีลดเสียงรบกวน ทำงานเงียบกว่ารุ่นเก่า | วัสดุ: พลาสติกบางจุดอาจดูพรีเมียมน้อยกว่าแบรนด์ Hi-end |
6. Tefal เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย X-Nano Essential รุ่น TY1129WO
หากคุณกำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นน้ำหนักเบา ที่เบาจนเหมือนไม่ได้ถืออะไรอยู่ Tefal X-Nano Essential รุ่น TY1129WO คือคำตอบสุดท้ายของปีนี้ครับ ด้วยคอนเซปต์ที่ฉีกกฎเครื่องดูดฝุ่นแบบเดิมๆ เพราะในโหมด Handheld (มือถือ) มีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม เท่านั้น! ทำให้การยกทำความสะอาดที่สูง เช่น ม่าน เพดาน หรือหลังตู้ เป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก ไม่ทำให้ปวดข้อมือ
จากการทดสอบใช้งานจริง รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ ชาวคอนโด หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัดโดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์ที่บางเฉียบ (Slim Design) สามารถสอดเข้าไปทำความสะอาดใต้โซฟาหรือซอกแคบๆ ได้ลึกดั่งใจ แม้ตัวเครื่องจะดูจิ๋วแต่แจ๋วด้วยระบบมอเตอร์ที่ให้ แรงดูดทรงพลัง เพียงพอสำหรับการเก็บฝุ่นประจำวัน เส้นผม หรือขนสัตว์บนพื้นแข็งได้อย่างหมดจด อีกทั้งยังมาพร้อมแท่นชาร์จแบบติดผนังที่ช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บ ทำให้ห้องของคุณดูเป็นระเบียบและมินิมอลสุดๆ ครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- น้ำหนักเบาขั้นสุด: ตัวเครื่องโหมดมือถือหนักเพียง 1 กก. ใช้งานได้นานโดยไม่เมื่อยล้า
- ดีไซน์บางเฉียบ: เข้าถึงทุกซอกมุม ใต้เฟอร์นิเจอร์ หรือพื้นที่แคบได้ดีเยี่ยม
- อเนกประสงค์ (3-in-1): ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งพื้น เพดาน และพื้นผิวต่างๆ
- แบตเตอรี่ทนทาน: ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 40 นาที (โหมด Eco) เพียงพอสำหรับพื้นที่ขนาดกลาง
- ดูแลรักษาง่าย: ถังเก็บฝุ่นสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ 100% ด้วยน้ำเปล่า
| สิ่งที่น่าประทับใจ (ข้อดี) | ข้อสังเกต (ข้อด้อย) |
| ความคล่องตัวสูงมาก: น้ำหนักเบาที่สุดในคลาส เคลื่อนย้ายสะดวก | ขนาดถังเก็บฝุ่น: ค่อนข้างเล็กตามสไตล์ Nano อาจต้องทิ้งฝุ่นบ่อยหากบ้านสกปรกมาก |
| ใช้งานง่าย: ปุ่มกดไม่ซับซ้อน เหมาะกับทุกวัยในครอบครัว | แรงดูดบนพรมหนา: อาจทำได้ไม่ดีเท่ารุ่นใหญ่ หากใช้กับพรมขนยาวมากๆ |
| การจัดเก็บ: ประหยัดพื้นที่มาก เหมาะกับคอนโดหรือหอพัก | ระยะเวลาชาร์จ: ใช้เวลาชาร์จจนเต็มประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติ |
7. IRIS OHYAMA เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย รุ่น SCD-142PF
หากคุณกำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นญี่ปุ่น ที่เน้นดีไซน์มินิมอลแต่แฝงไปด้วยประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้ IRIS OHYAMA รุ่น SCD-142PF คือคำตอบที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้ครับ รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 2.1 กิโลกรัม ทำให้การทำความสะอาดบ้านทั้งหลังหรือแม้แต่การยกไปดูดฝุ่นบนที่สูงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป จุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือระบบดูดแบบ พลังดูดไซโคลน (Centrifugal Separation) ซึ่งช่วยแยกฝุ่นและอากาศออกจากกัน ทำให้ไส้กรองไม่อุดตันง่ายและรักษาระดับแรงดูดให้คงที่ มาพร้อมกับหัวดูดแบบมอเตอร์หมุน (Power Brush) ที่ช่วยปัดกวาดฝุ่นละอองที่ฝังแน่นในพรมหรือร่องกระเบื้องออกมาได้อย่างหมดจด ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเครื่องยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นแบบ Handheld สำหรับดูดในรถหรือซอกโซฟาได้ทันที อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนคือ แบตเตอรี่ถอดชาร์จได้ ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของตัวเครื่องในระยะยาว ไม่ต้องทิ้งทั้งเครื่องเมื่อแบตเสื่อม ถือเป็น เครื่องดูดฝุ่นไร้สายราคาประหยัด ที่คุ้มค่าการลงทุนสำหรับบ้านคอนโดและทาวน์โฮมครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- หัวดูดมอเตอร์หมุน (Power Head): ช่วยปัดฝุ่นขนาดเล็กและเศษขยะตามร่องพื้นหรือพรมได้ดีกว่าหัวดูดธรรมดา
- ระบบไซโคลนทรงพลัง: แยกฝุ่นหยาบและละเอียด ยืดอายุไส้กรองและรักษากำลังดูด
- น้ำหนักเบาและสมดุล: น้ำหนักรวมประมาณ 2.1 กก. ออกแบบจุดศูนย์ถ่วงดี ไม่เมื่อยข้อมือขณะใช้งานนานๆ
- แบตเตอรี่ถอดแยกได้: สะดวกต่อการชาร์จ และเปลี่ยนก้อนใหม่ได้ง่ายเมื่อแบตเสื่อม
- ใช้งานต่อเนื่องนาน: สูงสุด 35 นาที (ในโหมดประหยัดพลังงาน)
- ถังเก็บฝุ่นล้างน้ำได้: ชิ้นส่วนกระบอกเก็บฝุ่นสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ 100% ลดการสะสมของแบคทีเรีย
ตาราง ข้อดี/ข้อด้อย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ดีไซน์สวยงาม มินิมอล วางมุมไหนของบ้านก็ดูดี | ระยะเวลาชาร์จแบตเตอรี่ค่อนข้างนาน (ประมาณ 4 ชม.) |
| หัวดูดหมุนขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ช่วยเบาแรงขณะเข็น | แรงดูดอาจไม่เทียบเท่าแบรนด์ Hi-end ราคาหลักหมื่น |
| เสียงรบกวนขณะทำงานอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ดังเกินไป | กล่องเก็บฝุ่นขนาดกะทัดรัด ต้องเททิ้งบ่อยหากบ้านฝุ่นเยอะ |
| ราคาเข้าถึงง่าย เมื่อเทียบกับฟังก์ชันที่ได้มาตรฐานญี่ปุ่น | ไม่มีเซนเซอร์ไฟบอกสถานะฝุ่น (เหมือนรุ่นพี่ตระกูล IC-SLDCP) |
8. TIXX เครื่องล้างพื้น ดูดฝุ่น 25000Pa รุ่น GT503 pro
หากคุณกำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นพร้อมถู ที่เป็น Game Changer ของงานบ้านในปีนี้ ต้องยกให้ TIXX GT503 Pro ตัวนี้เลยครับ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เครื่องดูดฝุ่นธรรมดา แต่เป็น Smart Floor Washer ที่มาพร้อมพลังดูดมหาศาลถึง 25000Pa เรียกว่าแรงที่สุดในเรทราคานี้ จัดการได้หมดจดทั้งฝุ่นผง เส้นผม ไปจนถึงคราบของเหลวเหนียวเหนอะหนะ เช่น ซอสหก หรือไข่ไก่แตก ก็ดูดเกลี้ยงในรอบเดียวแบบไม่ต้องกวาดก่อน การออกแบบแปรงขัดพื้นทำมาให้เข้าถึงขอบมุมได้ดีเยี่ยม (Edge Cleaning) ทำให้ไม่มีพื้นที่ตกสำรวจ นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยปรับแรงดูดตามความสกปรกของพื้นผิวจริง ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่และใช้งานได้นานขึ้น ใครที่เบื่อการซักผ้าม็อบที่สกปรก รุ่นนี้มีระบบ Self-Cleaning ล้างแปรงเองได้สะอาดพร้อมเป่าแห้ง ลดกลิ่นอับชื้นได้จริง เป็นไอเทมที่ชาวคอนโดหรือบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงควรมีติดไว้ เพื่อยกระดับสุขอนามัยในบ้านให้สะอาดเหมือนใหม่ทุกวันครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- พลังดูดสูง 25000Pa: แรงดูดทรงพลัง เก็บกวาดขยะชิ้นใหญ่และฝุ่นละเอียดได้หมดจด
- ระบบ Wet & Dry: ดูดฝุ่นพร้อมถูพื้น และดูดน้ำขังได้ในขั้นตอนเดียว
- Smart Sensor: เซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นอัจฉริยะ ปรับระดับความแรงอัตโนมัติ
- Edge-to-Edge Cleaning: หัวแปรงออกแบบพิเศษ ทำความสะอาดชิดขอบผนังได้แนบสนิท
- Self-Cleaning & Drying: ระบบล้างแปรงหัวม็อบอัตโนมัติพร้อมเป่าลมแห้ง ลดการเกิดเชื้อรา
- ถังน้ำแยกส่วน: แยกถังน้ำดีและน้ำเสียชัดเจน ไม่นำน้ำสกปรกกลับมาถูซ้ำ
- หน้าจอ LED แจ้งเตือน: บอกสถานะแบตเตอรี่และโหมดการทำงานแบบ Real-time
| ข้อดี | ข้อด้อย |
| ประหยัดเวลา 50%: รวบขั้นตอนกวาด ดูด ถู ไว้ในครั้งเดียว | น้ำหนักตัวเครื่อง: อาจจะรู้สึกหนักเล็กน้อยสำหรับผู้สูงอายุเมื่อต้องยกข้ามธรณีประตู |
| ขจัดคราบเหนียวได้จริง: คราบอาหารหรือน้ำหวานที่แห้งกรังก็เอาอยู่ | เสียงรบกวน: ในโหมด Max พลังดูดสูงสุด เสียงจะค่อนข้างดังกว่าโหมดปกติ |
| คุ้มค่าราคา: สเปคเทียบเท่าแบรนด์ไฮเอนด์แต่ราคาจับต้องได้ง่ายกว่า | ต้องเทน้ำเสียทิ้ง: ต้องหมั่นเทถังน้ำเสียทิ้งทุกครั้งหลังใช้เพื่อกันกลิ่นสะสม |
9. Simplus x PP Krit S6 Pro+ Stick Vacuum
ในวงการ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ปีนี้ ต้องยอมรับว่ากระแสของ Simplus มาแรงแซงทางโค้งจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการคอลแลปส์สุดพิเศษออกมาเป็นรุ่น Simplus x PP Krit S6 Pro+ ซึ่งไม่ได้มีดีแค่พรีเซนเตอร์อย่าง “พีพี กฤษฏ์” เท่านั้น แต่จากการทดสอบใช้งานจริง รุ่นนี้ถือว่าอัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยพลังการดูดที่ทรงพลังสูงสุดถึง 18,000 – 20,000 Pa ซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดการฝุ่นละเอียด เส้นผม หรือขนสัตว์เลี้ยงบนโซฟาได้อย่างหมดจด
จุดที่ทาง PRICEDED ชอบมากคือระบบการกรองแบบ Multi-stage ที่มาพร้อม ไส้กรอง HEPA ช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่ให้ฟุ้งกระจายกลับออกมา เหมาะมากสำหรับบ้านที่มีคนเป็นภูมิแพ้ ตัวเครื่องออกแบบมาให้มี น้ำหนักเบา ถือมือเดียวได้สบายๆ ไม่เมื่อยแขนแม้จะใช้งานต่อเนื่อง แถมยังปรับเปลี่ยนหัวดูดได้หลากหลาย จะดูดพื้น ดูดในรถ หรือตามซอกมุมก็ทำได้ครบจบในเครื่องเดียว ถือเป็น Gadget แต่งบ้าน ที่ทั้งใช้งานได้จริงและวางโชว์ได้ไม่อายใคร ในราคาที่คุ้มค่าตัวที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้ครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- พลังดูดสูง: อัปเกรดมอเตอร์ให้แรงดูดทรงพลัง จัดการฝุ่นละเอียดและสิ่งสกปรกขนาดใหญ่ได้ดีเยี่ยม
- ดีไซน์มินิมอล: ออกแบบสวยงาม ทันสมัย เข้ากับการแต่งบ้านทุกสไตล์ (Signature ของ Simplus)
- น้ำหนักเบาพิเศษ: ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ถือใช้งานมือเดียวได้สะดวก ไม่หนักข้อมือ
- ระบบกรอง HEPA: กรองฝุ่นได้ละเอียด ช่วยให้อากาศที่ระบายออกมาสะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ
- หัวดูดหลากหลาย: มาพร้อมหัวแปรงเปลี่ยนได้ รองรับการทำความสะอาดพื้น ผ้าม่าน และซอกมุม
- ประกันศูนย์ไทย: อุ่นใจด้วยการรับประกันจาก Simplus Official (เงื่อนไขตามบริษัทกำหนด)
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| ความคุ้มค่า: สเปกต่อราคาถือว่าทำได้ดีมาก เมื่อเทียบกับแบรนด์ Hi-end | ระยะเวลาชาร์จ: อาจใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่ค่อนข้างนาน เมื่อเทียบกับรุ่นท็อปเทียร์ |
| เสียงรบกวนต่ำ: เสียงมอเตอร์นุ่มนวล ไม่ดังหนวกหูจนรบกวนคนในบ้าน | ความจุถังฝุ่น: ถังเก็บฝุ่นขนาดกะทัดรัด อาจต้องเททิ้งบ่อยหากบ้านมีฝุ่นเยอะมาก |
| ไร้สาย 100%: ใช้งานอิสระ ไม่มีสายไฟเกะกะ ลากไปดูดได้ทุกห้อง | แบตเตอรี่โหมดแรงสุด: หากเปิดโหมดดูดแรงสุดตลอดเวลา แบตเตอรี่จะหมดไวขึ้น |
10. Airbot Aura 19000Pa เครื่องดูดฝุ่นไร้สายมือถือ
สำหรับใครที่กำลังมองหา เครื่องดูดฝุ่นพกพา ที่จิ๋วแต่แจ๋ว ต้องหยุดดูที่ Airbot Aura 19000Pa ตัวนี้เลยครับ เพราะในปี 2026 นี้ เทรนด์การทำความสะอาดเน้นความคล่องตัวและดีไซน์ที่มินิมอล ซึ่ง Airbot Aura ตอบโจทย์สุดๆ ด้วยพลังแรงดูดสูงสุดถึง 19,000Pa ถือว่าแรงมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัด (Form Factor) แบบปืนพก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็น เครื่องดูดฝุ่นในรถ หรือใช้ดูดฝุ่นตามซอกมุมโต๊ะทำงาน คีย์บอร์ด และโซฟาที่เครื่องดูดฝุ่นตัวใหญ่เข้าไม่ถึง ตัวเครื่องทำงานด้วยระบบไร้สาย (Cordless) ทำให้ไม่มีสายไฟเกะกะกวนใจ น้ำหนักเบาถือมือเดียวได้สบายๆ ไม่เมื่อยแขน อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบกรอง HEPA Filter ที่ช่วยดักจับฝุ่นละเอียดไม่ให้ฟุ้งกระจายกลับออกมา ดีไซน์มีความทันสมัย วางไว้ในห้องก็ดูไม่ขัดตา ถือเป็น Gadget คู่บ้านและรถที่คุ้มค่าตัวมากในเรตราคานี้ครับ
จุดเด่นของรุ่นนี้
- พลังแรงดูดสูง 19,000Pa: จัดการเศษผม ฝุ่นผง และเศษขนมได้สะอาดหมดจดในโหมดแรงสุด
- ดีไซน์ไร้สาย พกพาสะดวก: ออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบ Handheld คล่องตัวสูง เหมาะทั้งในบ้านและในรถยนต์
- น้ำหนักเบาพิเศษ: ถือใช้งานได้นานโดยไม่ทำให้ล้าข้อมือ ผู้หญิงหรือผู้สูงอายุก็ใช้ได้ง่าย
- หัวดูดหลากหลาย: มาพร้อมหัวดูดปากแคบและหัวแปรง สำหรับซอกลึกและพื้นผิวผ้า
- ระบบกรองฝุ่น HEPA: กรองฝุ่นละเอียดและสารก่อภูมิแพ้ได้ดี อากาศที่ออกมาจึงสะอาด
- ชาร์จง่ายด้วย USB Type-C: รองรับการชาร์จกับหัวชาร์จมือถือทั่วไปหรือชาร์จในรถได้เลย
| ข้อดี (Pros) | ข้อด้อย (Cons) |
| พลังดูดแรงสะใจเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง | ระยะเวลาใช้งานในโหมดแรงสุดอาจไม่ยาวนานนัก (ประมาณ 12-15 นาที) |
| น้ำหนักเบามาก ถือมือเดียวสะดวกสุดๆ | ถังเก็บฝุ่นมีขนาดเล็ก ต้องเทฝุ่นบ่อยหากพื้นที่สกปรกมาก |
| ราคาประหยัด คุ้มค่าเมื่อเทียบกับสเปก | ไม่เหมาะกับการดูดทำความสะอาดพื้นห้องกว้างๆ (เหมาะดูดเฉพาะจุด) |
| ดีไซน์สวย ทันสมัย วัสดุงานประกอบดี | เสียงการทำงานในโหมด High ค่อนข้างดังเล็กน้อย |
ตารางเปรียบเทียบ 10 เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ยอดนิยมปี 2026
เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทีมงาน PRICEDED ได้สรุปสเปกสำคัญของทั้ง 10 รุ่นมาให้ดูแบบชัดๆ เพื่อเทียบความคุ้มค่า ความแรง และความเหมาะสมกับการใช้งานของคุณครับ
| ลำดับ | ชื่อรุ่นสินค้า | แรงดูดสูงสุด (Max Suction) | ระยะเวลาใช้งาน (Runtime) | น้ำหนัก (Weight) | จุดเด่นที่สุด (Key Highlight) |
| 1 | Tefal X-Force 9.60 (TY2039WO) | 100 AW | 45 นาที | 1.1 กก.* | ท่อ Flex งอได้ เข้าใต้โต๊ะไม่ต้องก้ม |
| 2 | Airbot Hypersonics Max | 33,000 Pa | 50 นาที | 2.2 กก. | แรงดูดสูงสุด + ดูดพร้อมถูพื้นได้ |
| 3 | Electrolux EFP61712 | 21.6 V | 45 นาที | 2.5 กก. | 2-in-1 หัวดูดหมุนคล่อง 180° |
| 4 | Hitachi PV-X100N | 100 AW | 45 นาที | 1.7 กก. | มาตรฐานญี่ปุ่น น้ำหนักเบา ทนทาน |
| 5 | Airbot Hypersonics PRO | 27,000 Pa | 45 นาที | 2.2 กก. | ไฟส่องฝุ่นสีเขียว เห็นฝุ่นชัดเจน |
| 6 | Tefal X-Nano (TY1129WO) | Standard | 40 นาที | 1.0 กก.* | เบาหวิวที่สุด คล่องตัวสูงมาก |
| 7 | IRIS OHYAMA SCD-142PF | Cyclonic | 35 นาที | 2.1 กก. | หัวดูดพลังไซโคลน ปัดฝุ่นสะอาด |
| 8 | TIXX GT503 pro | 25,000 Pa | 35 นาที | ~3.5 กก. | Wet & Dry ดูดฝุ่นพร้อมล้างพื้น |
| 9 | Simplus S6 Pro+ | 17,000 Pa | 40 นาที | 1.35 กก. | ชาร์จไว ดีไซน์มินิมอล ราคาดี |
| 10 | Airbot Aura | 19,000 Pa | 25-45 นาที | 0.8 กก. | พกพาสะดวก เหมาะกับพื้นที่เล็ก |
หมายเหตุ: น้ำหนักระบุเฉพาะตัวเครื่อง Handheld หรือส่วนที่ถือใช้งานหลัก
วิธีเลือกซื้อ เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ให้คุ้มค่า
การเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นไร้สายในปี 2026 ไม่ใช่แค่ดูดีไซน์สวยหรือราคาถูก แต่ต้องดู “ไส้ใน” ให้เป็น เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไวมาก คู่มือนี้จะช่วยให้คุณอ่านสเปกเป็น ไม่โดนการตลาดหลอก และได้ของที่คุ้มค่ากับเงินทุกบาทครับ
แรงดูด (Suction Power) ดูยังไง? PA กับ AW ต่างกันตรงไหน?
เรื่องที่หลายคนสับสนที่สุดคือตัวเลขความแรง ซึ่งมักจะระบุเป็นสองหน่วยหลักคือ PA และ AW
- PA (Pascal): คือค่า “แรงดันลม” บอกถึงพลังในการยกฝุ่นที่มีน้ำหนักขึ้นมาจากพื้น ยิ่งค่า PA สูง ยิ่งดูดของหนักๆ หรือดึงฝุ่นออกจากพรมหนาๆ ได้ดี
- เหมาะกับ: การเปรียบเทียบความแรงแบบคร่าวๆ (สเปกส่วนใหญ่ใช้หน่วยนี้)
- AW (Air Watts): คือค่า “กำลังลม” เป็นหน่วยวัดประสิทธิภาพที่แม่นยำกว่า เพราะคำนวณจากทั้งแรงดูดและการไหลเวียนของอากาศ บอกถึงความสามารถในการดูดฝุ่นต่อเนื่องโดยที่แรงไม่ตก
- เหมาะกับ: การดูประสิทธิภาพเนื้อๆ (แบรนด์พรีเมียมมักใช้หน่วยนี้)
📝 คำแนะนำจาก PRICEDED:
- สำหรับการใช้งานทั่วไป (พื้นกระเบื้อง/ไม้/ลามิเนต): เลือกที่ 15,000 – 19,000 PA หรือประมาณ 80 – 100 AW ก็เพียงพอแล้วครับ
- สำหรับงานหนัก (พรม/ขนสัตว์/ฝุ่นสะสม): ควรขยับไปที่ 25,000 PA ขึ้นไป หรือ 130 AW ขึ้นไป เพื่อความสะอาดหมดจด
ระบบกรองฝุ่น เรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม
เครื่องดูดฝุ่นที่ดีต้องไม่พ่นฝุ่นกลับออกมา! ในยุคที่ PM 2.5 และโรคภูมิแพ้เป็นเรื่องใกล้ตัว ระบบกรอง (Filtration System) คือหัวใจสำคัญครับ
- HEPA Filter: มาตรฐานที่ต้องมี ควรเป็นเกรด H13 ขึ้นไป ซึ่งกรองอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน ได้ถึง 99.9%
- ระบบ Multi-Cyclone: เทคโนโลยีหมุนวนอากาศหลายทิศทาง ช่วยแยก “ฝุ่น” ออกจาก “ลม” ก่อนถึงไส้กรอง ข้อดีคือทำให้ไส้กรองไม่อุดตันเร็ว และแรงดูดไม่ตกแม้ฝุ่นจะเต็มกล่อง
- Sealed System: ระบบปิดสนิท ตรวจสอบว่าตัวเครื่องมียางซีลกันรั่วหรือไม่ เพื่อป้องกันฝุ่นเล็ดลอดออกมาตามรอยต่อเครื่อง
💡 ทริค: ถ้าคุณเป็นภูมิแพ้ ให้มองหาคำว่า “Anti-Allergen” หรือเครื่องที่ถอดล้างไส้กรองได้ง่าย เพื่อสุขอนามัยที่ดีครับ
แบตเตอรี่และการใช้งาน
ความอิสระของ “ไร้สาย” แลกมาด้วยข้อจำกัดเรื่อง “เวลา” ดังนั้นการเลือกแบตเตอรี่จึงสำคัญมาก
- ชนิดของแบตเตอรี่: ควรเป็น Lithium-ion (Li-ion) เพราะจ่ายไฟเสถียร น้ำหนักเบา และไม่มี Memory Effect (ชาร์จได้ตลอดไม่ต้องรอหมด)
- ถอดเปลี่ยนได้ (Removable) vs. ฝังในตัว (Built-in):
- แบบถอดได้: แนะนำมากที่สุด เพราะถ้าแบตเสื่อม คุณซื้อแค่ก้อนใหม่มาเปลี่ยนได้ ไม่ต้องทิ้งทั้งเครื่อง หรือถ้าบ้านใหญ่ก็ซื้อแบตสำรองไว้สลับใช้งานได้ทันที
- แบบฝังในตัว: มักจะดีไซน์สวย เพรียวบาง แต่ถ้าแบตเสื่อมอาจต้องส่งศูนย์ซ่อมเท่านั้น
- ระยะเวลาใช้งาน (Runtime): อย่าดูแต่ตัวเลข Max Mode (ซึ่งมักใช้ได้แค่ 5-10 นาที) ให้ดู Normal/Eco Mode ว่าอยู่ได้ถึง 30-40 นาทีหรือไม่ เพราะนี่คือโหมดที่เราใช้จริงบ่อยที่สุดครับ
หัวดูดเสริม (Accessories) จำเป็นไหม?
หลายรุ่นแถมหัวดูดมาเยอะจนงง อันไหนจำเป็นจริง? อันไหนแค่ของแถม? นี่คือ 3 หัวดูดที่คุณ “ต้องมี” เพื่อความคุ้มค่า:
- หัวดูดพื้นหลัก (Main Brush):
- Soft Roller (ลูกกลิ้งนุ่ม): เทพเจ้าแห่งพื้นแข็ง (กระเบื้อง/ไม้) ช่วยขัดพื้นเงาและเก็บฝุ่นละเอียดดีมาก
- Bristle Brush (แปรงขนแข็ง): จำเป็นสำหรับบ้านที่มีพรม เพื่อตะกุยฝุ่น
- หัวดูดปากแคบ (Crevice Tool): จำเป็นมากสำหรับซอกโซฟา รางเลื่อนหน้าต่าง หรือมุมห้องที่เข้าถึงยาก
- หัวดูดมอเตอร์ขนาดเล็ก (Mini-Motorized Tool): พระเอกตัวจริง สำหรับคนเลี้ยงสัตว์หรือเป็นภูมิแพ้ ใช้ดูดไรฝุ่นบนที่นอน โซฟาผ้า หรือเบาะรถยนต์ ได้ดีกว่าหัวดูดธรรมดาหลายเท่า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บทสรุปส่งท้าย เลือก “เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย” อย่างไรให้จบในครั้งเดียว?
การตามหา เครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่ดีที่สุด ในปี 2026 ไม่ได้วัดกันที่ราคาว่าใครแพงกว่ากัน แต่วัดกันที่ “ความเหมาะสม” กับไลฟ์สไตล์ของคุณครับ หากคุณพักอาศัยในคอนโดมิเนียม พื้นที่จำกัด การเลือกรุ่นที่น้ำหนักเบาและคล่องตัวอย่าง Tefal X-Nano หรือ Simplus อาจเป็นคำตอบที่ใช่กว่ารุ่นใหญ่ราคาแพง แต่ถ้าคุณมีบ้านหลายชั้น เลี้ยงน้องหมาน้องแมว การลงทุนกับรุ่นที่มีแรงดูดสูงและแบตเตอรี่อึดอย่าง Airbot Hypersonics Max หรือ Tefal X-Force ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน จำไว้เสมอว่า… เครื่องดูดฝุ่นที่ดีที่สุด คือเครื่องที่คุณหยิบมาใช้ได้บ่อยที่สุดโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระครับ
🛒 เช็คราคาโปรโมชั่นล่าสุด : ราคาและโปรโมชั่นบนร้านค้าออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่าลืมกดปุ่ม “เช็คราคาล่าสุด” ที่ใต้สินค้าแต่ละรุ่นด้านบน เพื่อดูส่วนลดและคูปองที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ครับ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม: หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยทำความสะอาดเพื่อทำให้บ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น อย่าลืมแวะไปอ่านบทความแนะนำของเราต่อได้ที่:
- รีวิว หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ปี 2026 รุ่นไหนฉลาด เดินไม่ตกบันได – สำหรับคนอยากมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น
- 10 เครื่องฟอกอากาศ รุ่นไหนดี แก้ภูมิแพ้ กรอง PM 2.5 – เพื่อลมหายใจที่สะอาดและสุขภาพที่ดีของคนในบ้าน
ทีมงาน PRICEDED หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ขอให้มีความสุขกับบ้านที่สะอาดวิ้งนะครับ!

