เข้าสู่ปี 2026 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าวิกฤต มลพิษทางอากาศ จะยังไม่จางหายไปไหน เช้าตื่นมาเรายังคงต้องเผชิญกับหมอกควันสีเทาที่ไม่ใช่หมอกหนาว แต่เป็นฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่คอยทำร้ายปอดและกระตุ้นอาการ ภูมิแพ้อากาศ ของคนในครอบครัวให้กำเริบอยู่ทุกวัน จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่าการหายใจเข้าเต็มปอดในบ้านของตัวเอง กลายเป็นเรื่องที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
แต่ในยุคเศรษฐกิจที่ต้องรัดเข็มขัดแบบนี้ เราเข้าใจดีครับว่าการจะควักเงินก้อนใหญ่หลายหมื่นบาทเพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ตอบโจทย์ทุกคน ครั้นจะหันไปมองรุ่นราคาถูก ก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะ “เสียน้อยเสียยาก” ได้ของที่ไม่มีคุณภาพ หรือกรองอากาศได้ไม่จริงมาแทน
ข่าวดีก็คือ… เทคโนโลยีปี 2026 ก้าวกระโดดไปไกลกว่าที่เราคิดครับ! วันนี้เราไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อแลกกับอากาศดีเสมอไป เพราะ เครื่องฟอกอากาศราคาประหยัด ในงบ “หลักพัน” ได้ถูกอัปเกรดประสิทธิภาพให้สูงขึ้นเทียบเท่ารุ่นท็อปในอดีต ทั้งระบบเซนเซอร์อัจฉริยะและไส้กรองเกรดการแพทย์ ที่สามารถ กรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก ได้อย่างอยู่หมัด วันนี้เราจึงคัดสรรรุ่นที่ “ฟังก์ชันครบ จบในงบประหยัด” มาให้คุณได้เลือก เพื่อความคุ้มค่าที่สุดทั้งสุขภาพและเงินในกระเป๋าครับ
10 อันดับ เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2026 ฟังก์ชันเกินราคา
1. Xiaomi Smart Air Purifier 6 / Elite / 4 compact / 4 Lite/ 4 Pro
หากพูดถึง เครื่องฟอกอากาศ ที่ครองใจมหาชนที่สุดในปี 2026 คงหนีไม่พ้น “จักรวาล Xiaomi” ที่ไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ Smart Home ในบ้านเรา โดยรุ่นที่แนะนำนี้ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นเล็ก (Compact) ไปจนถึงรุ่นเรือธง (Elite/6) ซึ่งจุดร่วมที่ทำให้แบรนด์นี้ยืนหนึ่งคือ “ความฉลาดที่จับต้องได้”
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ Xiaomi สอบผ่านฉลุยในเรื่อง ประสิทธิภาพในการกรอง ด้วยไส้กรองแบบ 3-in-1 หรือ High Efficiency Filter ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สามารถดักจับ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก อย่าง PM 2.5 ได้อยู่หมัด รวมถึงละอองเกสรและขนสัตว์ สิ่งที่น่าประทับใจคือระบบเซนเซอร์ Laser Particle Sensor (ในรุ่น Lite ขึ้นไป) ที่มีความไวสูงมากในการตรวจจับค่าฝุ่นแบบ Real-time ซึ่งในปี 2026 ความแม่นยำนี้สำคัญมากต่อการดูแลสุขภาพปอด
จุดตายที่ทำให้ Xiaomi กินขาดคู่แข่งในงบหลักพัน คือ Ecosystem ผ่านแอปพลิเคชัน Mi Home การควบคุมสั่งงานผ่านมือถือทำได้เสถียรที่สุดในตลาด คุณสามารถตั้งค่า Automation ให้เครื่องทำงานเองเมื่อค่าฝุ่นสูงเกินกำหนด หรือสั่งเปิดเครื่องล่วงหน้าก่อนถึงบ้าน ทำให้ห้องสะอาดรอเราอยู่เสมอ นอกจากนี้ อะไหล่ไส้กรองยังเป็นสิ่งที่ “หาง่ายที่สุดในประเทศไทย” ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี คุณก็ยังหาไส้กรองเปลี่ยนได้ในราคาหลักร้อย ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของความคุ้มค่าระยะยาว
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- Smart App Control ขั้นเทพ: ควบคุมผ่านแอป Mi Home ได้ลื่นไหล ดูค่าอากาศย้อนหลัง ตั้งเวลาเปิด-ปิด และสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant หรือ Alexa ได้สมบูรณ์แบบ
- High Precision Laser Sensor: เซนเซอร์เลเซอร์ตรวจจับอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ไวและแม่นยำ แสดงค่า PM 2.5 เป็นตัวเลขชัดเจนบนหน้าจอ OLED (ยกเว้นรุ่น Compact)
- 360° Air Intake: ดีไซน์ช่องดูดอากาศรอบทิศทาง ทำให้ฟอกอากาศได้รวดเร็วและทั่วถึงทุกมุมห้อง ไม่ว่าจะวางไว้จุดไหน
- Filter Variety: มีไส้กรองให้เลือกหลายเกรดตามความต้องการ ทั้งรุ่นสีเทา (มาตรฐาน), สีม่วง (ยับยั้งแบคทีเรีย), หรือสีเขียว (เน้นกลิ่นและฟอร์มาลดีไฮด์) ซึ่งหาซื้อง่ายมาก
- Quiet Operation: โหมด Sleep ทำงานเงียบกริบ ปิดไฟหน้าจอได้ ไม่รบกวนการนอน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องนอนเด็กหรือผู้สูงอายุ
2. Hitachi รุ่น EP-TZ50WO
สำหรับอันดับที่ 2 นี้ ทางทีมงาน PRICEDED.COM ขอยกให้เป็น “The Underrated King” หรือราชาที่หลายคนมองข้าม Hitachi รุ่น EP-TZ50WO คือตัวแทนของ เครื่องฟอกอากาศสัญชาติญี่ปุ่น ที่เน้นเรื่อง “Build Quality” หรือคุณภาพงานประกอบที่แข็งแรงทนทานตามมาตรฐาน Japan Standard ในราคาที่จับต้องได้ง่ายจนน่าตกใจ จุดที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันคือ พื้นที่ครอบคลุมกว้าง ถึง 48 ตารางเมตร ซึ่งปกติสเปกนี้มักจะอยู่ในเครื่องราคาระดับ 6-7 พันบาทขึ้นไป ทำให้รองรับได้ทั้งห้องนอนขนาดใหญ่หรือห้องนั่งเล่นในคอนโดได้อย่างสบาย
ในด้านประสิทธิภาพการกรอง รุ่นนี้เลือกใช้ แผ่นกรอง HEPA H13 ซึ่งเป็นเกรดการแพทย์ สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97% ทำให้การปราบฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่ทำงานได้ดีเยี่ยม เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงหรือกังวลเรื่องกลิ่นอับ แม้หน้าตาอาจจะดูเรียบง่ายสไตล์มินิมอลและไม่ได้เน้นฟังก์ชัน IoT หวือหวาเหมือนแบรนด์จีน แต่ถ้าคุณเน้น “เนื้อแท้” ของการฟอกอากาศที่เสถียรและทนทาน รุ่นนี้คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2026 ครับ
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- ระบบกรอง 3 ขั้นตอน: Pre-filter (ฝุ่นหยาบ), HEPA H13 (PM 2.5/สารก่อภูมิแพ้), และ Carbon Filter (กลิ่น)
- Coverage Area: รองรับพื้นที่ใช้งานสูงสุด 48 ตร.ม. (ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างที่สุดในกลุ่มสินค้าราคาประหยัด)
- โหมดการทำงาน: มี โหมดเงียบ (Silent Mode) ที่เสียงเบามาก เหมาะสำหรับการนอนหลับ และโหมด Max สำหรับการฟอกเร่งด่วน
- การควบคุม: ควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรล ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับผู้ใหญ่หรือคนที่ไม่ถนัดใช้แอปพลิเคชัน
- Sensor: มีเซนเซอร์ตรวจจับคุณภาพอากาศที่แม่นยำ พร้อมไฟแสดงสถานะ
3. SMARTHOME รุ่น SM-APD100
มาถึงอันดับที่ 3 กับแบรนด์ที่คนไทยคุ้นหูกันดีอย่าง SMARTHOME รุ่น SM-APD100 ซึ่งทาง PRICEDED.COM ขอยกตำแหน่ง “Best Budget Warranty” หรือความคุ้มค่าด้านการรับประกันให้รุ่นนี้ไปครองแบบไร้คู่แข่ง ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่ในตลาดให้ประกันเพียง 1 ปี แต่รุ่นนี้กล้าให้ รับประกันนานถึง 3 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นใจในความทนทานของมอเตอร์ได้เป็นอย่างดี
แม้จะเป็น เครื่องฟอกอากาศราคาประหยัด ที่ค่าตัวย่อมเยาที่สุดในลิสต์ (ประมาณ 2 พันบาทต้นๆ) แต่ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยตามราคา เพราะหัวใจหลักอย่างระบบกรองอากาศนั้นเลือกใช้ ไส้กรองเกรดการแพทย์ (HEPA H13) ที่สามารถดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็น เครื่องฟอกอากาศในห้องนอน หรือห้องขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ดีไซน์ตัวเครื่องมีความกะทัดรัด น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย และฟังก์ชันการใช้งานถูกออกแบบมาให้ “User Friendly” คือเน้นความง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้สูงอายุก็สามารถกดใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้แอปพลิเคชัน ถือเป็นตัวเลือกที่ “ประหยัดและอุ่นใจ” ที่สุดในปี 2026 ครับ
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- Superior Warranty: จุดเด่นที่สุดคือการ รับประกันมอเตอร์นาน 3 ปี ช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายใจในระยะยาว
- HEPA H13 Filter: ใช้แผ่นกรองอากาศเกรดสูง กรองฝุ่นละเอียด PM 2.5, ควัน, และสารก่อภูมิแพ้ได้ 99.97%
- Smart Timer: ฟังก์ชันตั้งเวลาปิดอัตโนมัติได้ละเอียดตั้งแต่ 1-15 ชั่วโมง เหมาะมากสำหรับการตั้งเวลาก่อนนอนเพื่อประหยัดไฟ
- Touch Screen Display: หน้าจอสัมผัสแสดงสถานะการทำงานชัดเจน ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้ว
- Compact Design: ขนาดกะทัดรัด ประหยัดพื้นที่จัดวาง เหมาะกับคอนโดหรือหอพัก
4. Simplus x PP Krit AirCare A4
ถ้าคุณกำลังมองหา เครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในปี 2026 ทั้งเรื่องดีไซน์และเทคโนโลยี Simplus x PP Krit AirCare A4 (รุ่น KQJH007) คือผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้ ทาง PRICEDED.COM ขอมอบฉายา “The Smart Speedster” ให้กับรุ่นนี้ เพราะจุดเด่นที่ทำเอาคู่แข่งต้องหันมามองคือค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ที่สูงถึง 330 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าทำลมได้แรงและ กรองฝุ่นรวดเร็ว มากเมื่อเทียบกับเครื่องอื่นในเรตราคาเดียวกัน นั่นหมายความว่ามันสามารถเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีในห้องได้ในเวลาอันสั้น
นอกจากเรื่องความแรงแล้ว รุ่นนี้ยังมาพร้อมความเป็น Smart Home เต็มรูปแบบ คุณสามารถ ควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน บนมือถือได้ ไม่ว่าจะเปิด-ปิด ปรับโหมด หรือเช็คค่าฝุ่นก็ทำได้จากทุกที่ แถมยังมีระบบ Intelligent Auto Mode ที่ปรับความแรงลมตามปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในขณะนั้นแบบเรียลไทม์ ภายใต้รูปลักษณ์ ดีไซน์มินิมอล ที่วางตรงไหนของบ้านก็ดูดี ไม่ขัดตา ใครที่ต้องการความสะดวกสบายแบบครบวงจรในงบที่จ่ายไหว รุ่นนี้คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ครับ
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- High Performance CADR: ค่าการผลิตอากาศบริสุทธิ์สูงถึง 330 m³/h สามารถฟอกอากาศในห้องขนาดกลางได้รวดเร็วกว่ารุ่นทั่วไปในท้องตลาด
- Smart App Control: รองรับการเชื่อมต่อ WiFi สั่งงานผ่านแอปพลิเคชันได้ 100% ตอบโจทย์วิถีชีวิต Smart Life
- HEPA H13 Filter: ใช้ไส้กรองเกรดมาตรฐานสูง มั่นใจได้เรื่องการดักจับฝุ่น PM 2.5 และสารก่อภูมิแพ้
- Intelligent Auto Sensor: เซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นแม่นยำ ปรับระดับแรงลมเองอัตโนมัติ ช่วยประหยัดไฟและยืดอายุไส้กรอง
- Sleep Mode: ทำงานเงียบสนิทในโหมดกลางคืน ไม่รบกวนการพักผ่อน พร้อมปิดไฟหน้าจออัตโนมัติ
5. Philips AC0920/10
มาถึงอันดับที่ 5 กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ทุกคนให้ความไว้วางใจ Philips AC0920/10 ทาง PRICEDED.COM ขอมอบนิยามให้รุ่นนี้ว่าเป็น “The Reliable Giant” หรือยักษ์ใหญ่ที่ไว้ใจได้ เพราะในบรรดาเครื่องฟอกอากาศช่วงราคา 4,000 บาท นี่คือรุ่นที่รองรับ พื้นที่ห้องขนาดใหญ่ ได้สูงสุดถึง 65 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ากว้างมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องโถงชั้นล่างของบ้าน หรือคอนโดมิเนียมแบบ Studio Room ที่มีพื้นที่เชื่อมต่อกัน
สิ่งที่ทำให้ Philips แตกต่างจากแบรนด์หน้าใหม่คือ “มาตรฐานความปลอดภัย” และเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง AeraSense ซึ่งมีความไวและความแม่นยำระดับมืออาชีพในการตรวจจับค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก แม้ว่ารุ่นนี้อาจจะไม่ได้เน้นลูกเล่นหวือหวาแบบ Smart Home จ๋าๆ แต่ถ้าคุณให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพการกรองอากาศ ที่เชื่อถือได้ การไหลเวียนของอากาศที่ผ่านการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ และความทนทานของตัวเครื่องที่ใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุกจิก นี่คือการลงทุนเพื่อสุขภาพปอดที่คุ้มค่าที่สุดแบรนด์หนึ่งในปี 2026 ครับ
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- Massive Coverage: รองรับพื้นที่ใช้งานสูงสุดถึง 65 ตร.ม. (โดดเด่นที่สุดในกลุ่มราคานี้ สำหรับคนที่มีห้องกว้าง)
- AeraSense Technology: เซนเซอร์อัจฉริยะลิขสิทธิ์เฉพาะของ Philips ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของอนุภาคในอากาศได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเซนเซอร์อินฟราเรดทั่วไป
- Real-time Feedback: แสดงคุณภาพอากาศด้วยวงแหวนสี 4 ระดับ (ฟ้า-แดง) ดูง่าย เข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินไปเพ่งมองตัวเลข
- Ultra-Quiet Sleep Mode: ทำงานเงียบเชียบในโหมดพักผ่อน พร้อมหรี่ไฟหน้าจออัตโนมัติ ไม่รบกวนการนอน
- Energy Efficient: กินไฟต่ำมากแม้เปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ประหยัดค่าไฟได้ดีเยี่ยม
6. Hatari Air Purifier
หากจะพูดถึงแบรนด์ที่คนไทยไว้วางใจที่สุดในเรื่อง “ลม” คงหนีไม่พ้น Hatari และสำหรับเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ ทาง PRICEDED.COM ขอยกให้เป็น “King of Maintenance” หรือแชมป์เปี้ยนด้านการดูแลรักษาที่ง่ายดายที่สุด จุดเด่นที่ไม่มีแบรนด์ต่างชาติหน้าไหนสู้ได้คือ ความอุ่นใจเรื่องอะไหล่ และศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ปัญหาโลกแตกอย่าง “ไส้กรองหมดแล้วหาซื้อไม่ได้” จะไม่เกิดขึ้นกับรุ่นนี้ เพราะ แผ่นกรองอากาศ ของฮาตารินั้นราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายมากตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป
ในแง่ประสิทธิภาพ รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ การใช้งานจริงในบ้าน โดยเฉพาะ ด้วยมอเตอร์ที่ทนทาน (ตามมาตรฐานพัดลมฮาตาริ) รองรับพื้นที่ 20-32 ตารางเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับห้องนอนมาตรฐานหรือห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก ระบบการกรองใช้แผ่นกรอง HEPA ที่ได้มาตรฐาน กรอง ฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมั่นใจ แม้จะไม่มีแอปพลิเคชันหรูหรา แต่ทดแทนด้วย รีโมทคอนโทรล ที่ใช้งานสะดวก เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการ เครื่องฟอกอากาศที่ทนทาน ซื้อครั้งเดียวจบ ไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงในระยะยาว
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- Easy Maintenance: ยืนหนึ่งเรื่องความง่ายในการหาซื้อไส้กรองเปลี่ยน ราคาประหยัด และศูนย์ซ่อมที่วางใจได้
- Standard HEPA Filter: ประสิทธิภาพการกรองสูง ดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก เชื้อโรค และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ครบถ้วน
- Suction Power: พลังดูดอากาศแรงด้วยมอเตอร์คุณภาพสูงจากฮาตาริ ช่วยหมุนเวียนอากาศในห้องให้สะอาดได้ไว
- Convenient Control: สั่งงานง่ายผ่านระบบสัมผัสบนตัวเครื่อง หรือใช้รีโมทคอนโทรลระยะไกล
- Safety System: มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ เทอร์มอล ฟิวส์ (Thermal Fuse) มั่นใจความปลอดภัยตามมาตรฐาน มอก.
7. Bwell รุ่น AP-M1536S
สำหรับ Bwell รุ่น AP-M1536S นั้น ถือเป็น เครื่องฟอกอากาศ ไซส์กะทัดรัดที่ “จิ๋วแต่แจ๋ว” และได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้ที่เป็น ภูมิแพ้ หรือผู้ที่ต้องการดูแลอากาศใน ห้องนอน หรือคอนโดมิเนียมขนาดเริ่มต้น (ครอบคลุมพื้นที่ 10-30 ตร.ม.) จุดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้เหนือกว่าคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงกันคือ ระบบกรองอากาศ 7 ขั้นตอน (7-Stage Filtration) ซึ่งปกติมักจะพบในรุ่นเรือธงราคาสูงเท่านั้น การทำงานผสานกันระหว่าง แผ่นกรอง HEPA เกรดการแพทย์และ Carbon เพื่อดักจับฝุ่น PM2.5 และดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ได้อย่างหมดจด ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี UV-C และระบบไอออน (Ionizer) ที่ช่วย ฆ่าเชื้อไวรัส และแบคทีเรียในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มั่นใจได้ว่าอากาศที่ปล่อยออกมานั้นบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่กรองฝุ่นเพียงอย่างเดียว ดีไซน์ตัวเครื่องมีความทันสมัย ควบคุมง่ายด้วยระบบสัมผัส และมีเสียงการทำงานที่เงียบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อนครับ
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- ระบบฟอกอากาศ 7 ขั้นตอน (Complete Air Purification): โดดเด่นที่สุดในคลาส ด้วยการรวม Pre-filter, HEPA, Charcoal, Zeolite, Titanium Dioxide, UV-C และ Ionizer ไว้ในเครื่องเดียว เพื่อการกรองทั้งอนุภาค กลิ่น ก๊าซพิษ และเชื้อโรค
- Double Virus Protection: มั่นใจสองต่อด้วยรังสี UV-C ที่ช่วยทำลายโครงสร้างเชื้อโรค และระบบ PCO (Photocatalytic Oxidation) ที่ทำงานร่วมกันเพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา
- Pollution Sensor & Auto Mode: มีระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับคุณภาพอากาศที่แม่นยำ พร้อมแสดงผลด้วยไฟ LED เปลี่ยนสีตามค่าฝุ่น และสามารถปรับความแรงลมได้อัตโนมัติเมื่อเจอฝุ่นละอองหนาแน่น
- Sleep Mode: โหมดสำหรับการนอนหลับที่ปิดไฟแสดงผลและลดระดับเสียงพัดลมให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อน แต่ยังคงประสิทธิภาพการกรองอากาศต่อเนื่อง
- CADR (Clean Air Delivery Rate): มีอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ที่เหมาะสมกับห้องขนาดเล็กถึงปานกลาง ทำให้อากาศหมุนเวียนได้ทั่วถึงและรวดเร็ว
8. Electrolux UltimateHome 300 รุ่น EP32-26UGA
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา เครื่องฟอกอากาศ Electrolux ไซส์กะทัดรัดแต่ประสิทธิภาพสูง รุ่น UltimateHome 300 (EP32-26UGA) ถือเป็นตัวเลือกเริ่มต้นที่คุ้มค่ามากที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดปัจจุบัน จุดเด่นที่สัมผัสได้ทันทีคือดีไซน์ทรงกระบอกที่ทันสมัย ประหยัดพื้นที่จัดวาง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องนอนหรือคอนโดมิเนียมที่มี พื้นที่ครอบคลุม 26 ตร.ม. แม้ตัวเครื่องจะเล็ก แต่มาพร้อมกับ ระบบหมุนเวียนอากาศแบบเกลียว (Spiral Outlet) ที่ช่วยส่งลมสะอาดให้กระจายทั่วห้องได้อย่างรวดเร็ว
ในด้านประสิทธิภาพการฟอกอากาศ รุ่นนี้ใช้ระบบการกรอง 4 ขั้นตอน ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ไส้กรอง HEPA 13 ที่สามารถ กำจัดฝุ่น PM2.5 รวมถึงอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนได้สูงถึง 99.99% ช่วย ลดสารก่อภูมิแพ้ และแบคทีเรียได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังมีชั้นกรองคาร์บอนที่ช่วยดูดซับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้งานจริงถือว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับคุณภาพอากาศที่แม่นยำ แสดงผลผ่านไฟ LED และเมื่อเปิด โหมด Sleep เงียบสนิท เสียงการทำงานจะเบามาก ไม่รบกวนการพักผ่อน ทำให้เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ครบเครื่องทั้งฟังก์ชั่นและดีไซน์ในงบประมาณที่เข้าถึงได้
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- ระบบกรอง 4 ขั้นตอน (4-Step Filtration): ประสิทธิภาพสูงด้วย Pre-filter, Antibacterial, ไส้กรอง HEPA 13 และ Activated Carbon ช่วยกรองฝุ่นละเอียดและเชื้อโรคได้อย่างหมดจด
- เทคโนโลยี Spiral Outlet: ช่องปล่อยลมด้านบนแบบเกลียว ช่วยสร้างทิศทางลมหมุนวน ทำให้ส่งอากาศบริสุทธิ์ได้ไกลและทั่วถึงทุกมุมห้อง
- เซ็นเซอร์อัจฉริยะ (Smart Sensors): ตรวจจับระดับฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์ พร้อมปรับระดับความแรงลมให้อัตโนมัติ (Auto Mode) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในขณะนั้น
- การทำงานที่เงียบกริบ: ในโหมด Sleep ระดับเสียงจะลดลงต่ำสุด ช่วยให้คุณนอนหลับสบายพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ตลอดคืน
- ดีไซน์ User-Friendly: หน้าจอระบบสัมผัสใช้งานง่าย พร้อมไฟแสดงสถานะคุณภาพอากาศ 4 สี ที่มองเห็นได้ชัดเจน
9. SHARP Air Purifier รุ่น FP-S40B / FP-S42B
สำหรับ SHARP FP-S40B และ FP-S42B นั้นจัดเป็นโมเดลที่เข้ามารับช่วงต่อเพื่อยกระดับมาตรฐานของ เครื่องฟอกอากาศ SHARP ในกลุ่ม Compact Series ที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยจุดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองคือการผสานเทคโนโลยีฟอกอากาศแบบ “Dual Action” ที่ทำงานร่วมกันระหว่างระบบ Plasmacluster (พลาสม่าคลัสเตอร์) ความเข้มข้น 7,000 ไอออน ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะที่ช่วย กำจัดเชื้อโรค ไวรัส และเชื้อราในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้ากับระบบการกรองเชิงกลผ่าน แผ่นกรอง HEPA ที่สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ได้ละเอียดถึง 0.3 ไมครอน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ดีไซน์ของซีรีส์ S นี้ถูกปรับปรุงให้ดูทันสมัยและมินิมอลมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (เช่น FP-J30) พร้อมทั้งออกแบบระบบไหลเวียนอากาศ (Airflow) แบบ Coanda Effect ที่ช่วยส่งลมไกลและดูดกลับฝุ่นละอองเข้าสู่เครื่องได้อย่างรวดเร็ว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ห้องขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร เช่น ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นที่แม่นยำ ช่วยปรับการทำงานของพัดลมโดยอัตโนมัติ ทำให้จัดการกับ กลิ่นอับ และมลภาวะในบ้านได้อย่างไร้กังวล
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้ :
- เทคโนโลยี Plasmacluster Ion: ปล่อยประจุบวกและลบเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ รวมถึงช่วยลดไฟฟ้าสถิต
- ระบบกรองอากาศ 3 ขั้นตอน: ประกอบด้วยแผ่นกรองชั้นแรก (Pre-filter), แผ่นกรองกลิ่น (Deodorizing Filter) และ แผ่นกรอง HEPA ประสิทธิภาพสูง
- Coanda Airflow System: ระบบการหมุนเวียนอากาศที่ออกแบบให้ลมกระจายไปทั่วห้อง และดูดฝุ่นกลับเข้ามายังเครื่องได้อย่างรวดเร็ว แม้ตั้งวางชิดผนัง
- Smart Dust Sensor: เซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นละอองพร้อมไฟแสดงสถานะคุณภาพอากาศ และระบบ Auto Mode ที่ปรับความแรงลมตามปริมาณฝุ่นจริง
- Sleep Mode: โหมดการทำงานเงียบสนิท ปิดไฟแสดงสถานะ เพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อน เหมาะสำหรับใช้งานในห้องนอน
- พื้นที่ครอบคลุม: รองรับพื้นที่ได้ประมาณ 30 ตร.ม. (สำหรับรุ่น FP-S40B) ซึ่งเพียงพอสำหรับคอนโดมิเนียมหรือห้องนอนมาตรฐาน
10. Levoit Core Mini Air Purifier
Levoit Core Mini ถือเป็น เครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในคอนโด หอพัก หรือต้องการวางบน โต๊ะทำงาน ได้อย่างลงตัวที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดขณะนี้ แม้จะมีขนาดกะทัดรัดแต่น่าประทับใจด้วยประสิทธิภาพการกรองผ่าน ไส้กรอง 3 ชั้น (3-Stage Filtration) ซึ่งประกอบด้วย Pre-Filter, HEPA Filter, และ Activated Carbon Filter ทำให้สามารถดักจับ ฝุ่น PM2.5 สารก่อภูมิแพ้ และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็น “Killer Feature” ของรุ่นนี้คือการผสานฟังก์ชั่น Aromatherapy เข้ามา ผู้ใช้สามารถหยดน้ำมันหอมระเหยลงบนแผ่น Aroma Pad เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายขณะทำงานหรือนอนหลับได้ทันที ทำงานควบคู่กับเทคโนโลยี VortexAir™ ที่ช่วยกระจายลมบริสุทธิ์ได้ทั่วถึง 360 องศา อีกทั้งยังมีระดับเสียงที่เงียบเชียบเพียง 25dB ด้วยเทคโนโลยี QuietKEAP™ ทำให้ไม่รบกวนการพักผ่อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และต้องการอากาศสะอาดในพื้นที่ส่วนตัว (Personal Space) ครับ
ฟังก์ชั่นเด่นของรุ่นนี้
- ระบบกรอง 3 ขั้นตอน (3-Stage Filtration): มาพร้อมไส้กรอง True HEPA ที่ดักจับอนุภาคขนาดเล็กและ ฝุ่น PM2.5 ได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมชั้นคาร์บอนช่วยดูดซับกลิ่นสัตว์เลี้ยงและกลิ่นอาหาร
- VortexAir™ Technology: นวัตกรรมเฉพาะของ Levoit ที่ช่วยสร้างกระแสลมหมุนวน เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศภายในห้องขนาดเล็กให้ทั่วถึงและรวดเร็ว
- ฟังก์ชั่น Aromatherapy: รองรับการใส่น้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) เพื่อสร้างกลิ่นหอมผ่อนคลาย เปลี่ยนห้องธรรมดาให้เป็นสปาขนาดย่อมได้ในตัว
- QuietKEAP™ Technology: การทำงานที่ เสียงเงียบ พิเศษ เริ่มต้นเพียง 25 เดซิเบล เหมาะสำหรับการเปิดใช้งานใน ห้องนอน ตลอดคืนโดยไม่รบกวนการนอนหลับ
- ดีไซน์กะทัดรัด (Compact Design): น้ำหนักเบาเพียง 1 กิโลกรัม เคลื่อนย้ายง่าย และประหยัดพื้นที่ใช้สอย เหมาะสำหรับวางบนโต๊ะข้างเตียงหรือโต๊ะคอมพิวเตอร์
ตารางเปรียบเทียบ เครื่องฟอกอากาศรุ่นไหนคุ้มสุด ปี 2026
เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทีมงาน PRICEDED.COM ได้สรุปข้อมูลสเปกที่สำคัญ ทั้งค่า CADR (อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์), ขนาดพื้นที่ที่รองรับ และจุดเด่นของแต่ละรุ่นมาไว้ในตารางนี้ครับ
| ลำดับ | ชื่อรุ่น | ค่า CADR (ลบ.ม./ชม.) | ขนาดห้อง (ตร.ม.) | จุดเด่น / บทสรุป (Verdict) |
| 1 | Xiaomi Smart Air Purifier (Series) | 360-500* | 43-60* | 🏆 PRICEDED Recommend ราชา Smart Home ฟังก์ชันครบ เชื่อมแอปฯ เสถียรที่สุดในตลาด |
| 2 | Hitachi รุ่น EP-TZ50WO | ไม่ระบุ | 48 | Japan Quality งานประกอบดีเยี่ยม แผ่นกรอง HEPA H13 รองรับห้องกว้าง |
| 3 | SMARTHOME รุ่น SM-APD100 | ไม่ระบุ | 20-30 (โดยประมาณ) | 💰 Best Budget คุ้มสุดในงบประหยัด ได้ประกันยาว 3 ปี + ไส้กรองเกรดการแพทย์ |
| 4 | Simplus x PP Krit AirCare A4 | 330 | 25-40 | Best Value Spec ลมแรง กรองไว สั่งงานผ่านมือถือได้ ในราคามิตรภาพ |
| 5 | Philips AC0920/10 | 250 | สูงสุด 65 | Trust Choice แบรนด์ยุโรป เซนเซอร์แม่นยำ รองรับห้องโถงใหญ่ได้ดี |
| 6 | Hatari Air Purifier | ไม่ระบุ | 20-32 | Easy Care อะไหล่หาง่ายที่สุดในไทย ทนทาน ซ่อมง่าย ไม่จุกจิก |
| 7 | Bwell รุ่น AP-M1536S | ไม่ระบุ | 45 | Large Room Saver ตัวเลือกราคาดีสำหรับห้องขนาดกลาง-ใหญ่ |
| 8 | Electrolux UltimateHome 300 | ไม่ระบุ | 29 | Design & Style ดีไซน์สวย ระบบกรอง 5 ขั้นตอน เหมาะกับห้องคอนโด |
| 9 | SHARP รุ่น FP-S40B / S42B | ไม่ระบุ | 30 | Premium Health มีระบบ Plasmacluster ฆ่าเชื้อโรค เหนือกว่าแค่กรองฝุ่น |
| 10 | Levoit Core Mini | 78 | 17 | Best for Desktop เล็กกะทัดรัด สำหรับวางบนโต๊ะหรือหัวเตียง |
*หมายเหตุ: ค่า CADR และขนาดห้องของ Xiaomi ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยที่เลือก (4 Lite, 4 Pro ฯลฯ)
ก่อนซื้อต้องรู้! วิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศ ปี 2026 ให้คุ้มเงินทุกบาท
การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้ ไม่ใช่แค่ดูที่ราคาถูกที่สุด แต่ต้องดูที่ “ความเหมาะสม” กับการใช้งานจริงครับ เพื่อให้เงินทุกบาทที่คุณจ่ายไป แลกมาด้วยสุขภาพปอดที่ดีขึ้นจริงๆ นี่คือคู่มือฉบับรวบรัดจากผู้เชี่ยวชาญของ PRICEDED.COM ที่จะช่วยให้คุณอ่านสเปกเป็นภายใน 3 นาทีครับ
ค่า CADR คืออะไร? ยิ่งเยอะยิ่งดีจริงไหม?
CADR (Clean Air Delivery Rate) คือหัวใจสำคัญที่สุด มันคือตัวเลขที่บอกว่าเครื่องนี้สามารถ “ผลิตอากาศบริสุทธิ์ได้เร็วแค่ไหน” ใน 1 นาที หรือ 1 ชั่วโมง
- ยิ่งเยอะยิ่งดีจริงไหม?: คำตอบคือ “จริง แต่ต้องดูความจำเป็น” ครับ
- ถ้าค่า CADR สูง = เครื่องฟอกอากาศได้ไว เหมาะกับห้องใหญ่ แต่ราคามักจะแพงและเครื่องใหญ่อาจเกะกะ
- ถ้าค่า CADR น้อย = ฟอกได้ช้า ถ้าเอาไปใช้ในห้องใหญ่เกินตัว เครื่องจะทำงานหนักตลอดเวลาและกรองฝุ่นไม่ทัน
- วิธีเลือก: ให้ดู พื้นที่ครอบคลุม (Coverage Area) ที่ระบุไว้ข้างกล่อง แต่ทางที่ดีควรเลือกเผื่อไว้หน่อยครับ เช่น ห้องนอน 20 ตร.ม. ควรเลือกเครื่องที่รองรับ 30 ตร.ม. ขึ้นไป เพื่อให้เครื่องไม่ต้องเร่งรอบสูงสุดตลอดเวลา ช่วยยืดอายุการใช้งานได้ครับ
ไส้กรอง HEPA ต้องเกรดไหนถึงเอาอยู่?
ปี 2026 นี้ ลืมคำว่า HEPA ธรรมดาไปได้เลยครับ เพราะฝุ่นละอองและเชื้อโรคมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด
- มาตรฐานที่แนะนำ: ต้องเป็น HEPA H13 (Medical Grade) ขึ้นไปครับ ซึ่งเป็นเกรดมาตรฐานที่โรงพยาบาลใช้ สามารถกรอง ฝุ่น PM 2.5, แบคทีเรีย, และ เชื้อไวรัส บางชนิดได้ถึง 99.97%
- HEPA H14 ดีไหม?: ดีกว่า H13 ครับ กรองได้ละเอียดกว่า แต่ราคาจะสูงมากและอาจทำให้ลมผ่านได้ยาก เครื่องต้องใช้มอเตอร์แรงขึ้น กินไฟขึ้น สำหรับบ้านทั่วไป H13 ถือว่าเพียงพอและคุ้มค่าที่สุดแล้วครับ
- ข้อควรระวัง: อย่าลืมเช็คราคา เปลี่ยนไส้กรอง ก่อนซื้อตัวเครื่องด้วยนะครับ บางรุ่นเครื่องถูกแต่อะไหล่ไส้กรองแพงมาก อาจไม่คุ้มในระยะยาว
ฟังก์ชันเสริมที่ “ต้องมี” vs “มีก็ดี”
เพื่อให้คุณประหยัดงบได้มากที่สุด เรามาแยกแยะกันครับว่าฟีเจอร์ไหนจำเป็นจริงๆ
- ต้องมี (Must Have):
- เซนเซอร์วัดค่าฝุ่น (Dust Sensor): จำเป็นมาก เพื่อให้เครื่องทำงานระบบ Auto ได้ (เจอฝุ่นเร่งเอง ฝุ่นหายเบาเอง) ช่วยประหยัดไฟ
- ระดับเสียงรบกวน (dB): โดยเฉพาะโหมด Sleep ไม่ควรเกิน 30 dB เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ
- ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5: เพราะเราต้องเปิดใช้งานวันละหลายชั่วโมง เรื่องค่าไฟจึงสำคัญครับ
- มีก็ดี (Nice to Have):
- แอปพลิเคชัน (WiFi): สะดวกในการสั่งงานจากนอกบ้าน หรือดูค่าฝุ่นย้อนหลัง แต่ถ้าคุณอยู่บ้านเป็นประจำ รีโมทหรือปุ่มกดก็เพียงพอแล้วครับ
- แสง UV / ประจุไอออน: ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าไส้กรองเป็น HEPA H13 อยู่แล้ว ฟีเจอร์นี้ถือเป็น Option เสริมที่ถ้ามีงบเหลือก็จัดได้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องฟอกอากาศ (FAQ)
สรุป เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี? ฟันธงรุ่นที่เหมาะกับคุณในปี 2026
มาถึงตรงนี้ ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกดใส่ตะกร้ารุ่นไหนดี ทางทีมงาน PRICEDED.COM ขอสรุป “ฟันธง” ให้ตามไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณ เพื่อให้ได้รุ่นที่ตรงใจที่สุดครับ
- สาย Smart Home ชอบความล้ำ (แนะนำที่สุด): ไปที่ Xiaomi Smart Air Purifier (ซีรีส์ 4 Lite/Pro) หรือ Simplus x PP Krit สองตัวนี้คือที่สุดของความครบเครื่อง สั่งงานผ่านมือถือได้ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ
- สายคุ้มค่า เน้นประกันยาว: ต้อง SMARTHOME รุ่น SM-APD100 เท่านั้น รับประกัน 3 ปี จ่ายเงิน 2 พันต้นๆ แล้วจบ สบายใจหายห่วง
- สายคุณภาพญี่ปุ่น ทนทาน: เลือก Hitachi รุ่น EP-TZ50WO หรือ Hatari ถ้าคุณเน้นซื้อครั้งเดียวใช้ยาวๆ หาอะไหล่และศูนย์ซ่อมง่าย ไม่จุกจิก
- สายพื้นที่เยอะ ห้องโถงกว้าง: Philips AC0920/10 หรือ Hitachi เอาอยู่ในพื้นที่ 48-65 ตร.ม. ได้สบายๆ ลมแรงทั่วถึง
💡 ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: เครื่องฟอกอากาศที่ดีที่สุด คือเครื่องที่ได้รับการดูแลครับ อย่าลืมถอดหน้ากาก (Pre-filter) ออกมาดูดฝุ่นทุกๆ 2-4 สัปดาห์ และ เปลี่ยนไส้กรอง HEPA ทุกๆ 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของฝุ่น) เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและช่วยประหยัดไฟครับ
🛒 เช็คราคาล่าสุดและโปรโมชั่นพิเศษ
ราคาเครื่องฟอกอากาศอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่นรายวัน โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญลดราคา คุณสามารถเช็คราคาอัปเดตล่าสุดได้ที่ลิงก์ด้านล่างครับ
👉 เช็คราคาเครื่องฟอกอากาศทุกรุ่นที่ Shopee
บทความที่คุณอาจสนใจ:
- วิธีทำความสะอาดบ้านยุคฝุ่นครองเมือง ลดแหล่งสะสมเชื้อโรคด้วยตัวเอง
- รีวิวแอร์ Inverter ยี่ห้อไหนประหยัดไฟและกรองฝุ่นได้?
- 10 ทีวี 55 นิ้ว รุ่นไหนดี ปี 2026 คัดตัวท็อป สเปคเทพ?
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณได้เครื่องฟอกอากาศที่ถูกใจ และขอให้คุณและครอบครัวมีสุขภาพปอดที่แข็งแรง สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดในทุกๆ วันครับ!
